บทที่ 5 ในนามของวัยเยาว์
ในห้องสอบสัมภาษณ์ ไม่ใช่แค่กรรมการเท่านั้น แม้แต่ผู้บันทึกคะแนนสองคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็จ้องมองหลี่ซิวหย่วนด้วยแววตาเลื่อนลอย ถึงพวกเขาจะไม่ใช่กรรมการ แต่ก็อยู่ในห้องสอบคอยบันทึกคะแนนมาตลอด ระดับของผู้เข้าสอบแต่ละคน พวกเขาก็พอมองออก
คะแนนของผู้เข้าสอบหมายเลข 35 ยังไม่ออก แต่ทั้งสองคนกลับมีลางสังหรณ์ว่าผู้เข้าสอบคนนี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นคนที่ได้คะแนนสูงสุดในบรรดาห้าสิบคนของห้องสอบนี้
และในตอนนี้ ข้อสอบข้อที่สาม หรือข้อสุดท้ายของการสัมภาษณ์รอบนี้ของหลี่ซิวหย่วนก็ออกมาแล้ว
“กรุณาพูดถึงข้อดีและข้อเสียของตัวคุณเอง รวมถึงเหตุผลที่คุณอยากสอบเข้ารับราชการ”
หลี่ซิวหย่วนได้ยินดังนั้น ในใจก็ดีใจขึ้นมา นี่เป็นคำถามสัมภาษณ์สุดคลาสสิกเลยนี่นา ทำไมถึงอยากสอบรับราชการ? เขาเตรียมคำตอบสำหรับคำถามนี้ไว้ในใจล่วงหน้าแล้ว
เขารีบเขียนประเด็นลงในกระดาษอย่างรวดเร็ว แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองกรรมการ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยปากว่า “ท่านกรรมการทุกท่าน ผู้เข้าสอบขอเริ่มตอบคำถามแล้ว”
“คนโบราณกล่าวว่า ข้าพเจ้าสำรวจตนเองวันละสามครั้ง การที่เรารู้จักข้อดีข้อเสียของตนเองอย่างถูกต้อง จึงจะค้นพบปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้...”
การสัมภาษณ์นั้น จริง ๆ แล้วก็คล้ายกับการเขียนเรียงความในระดับหนึ่ง เมื่อเจอคำถามที่เฉพาะเจาะจง อย่าเพิ่งตอบทันที แต่ให้สรุปประเด็นของคำถามก่อน ถ้าเริ่มด้วยการพูดถึงข้อดีข้อเสียของตัวเองเลย นั่นมันตื้นเขินเกินไป
ลองพูดถึงว่า ทำไมต้องรู้จักข้อดีข้อเสียของตนเองอย่างถูกต้อง นั่นจะเป็นการยกระดับความสำคัญของคำถามนี้ขึ้นมาได้ทันที
จากนั้นก็พูดถึงข้อดีของตัวเองก่อน “ข้อดีของผมมีเด่น ๆ ดังนี้ อย่างแรกคือมีความรับผิดชอบสูง...”
ข้อดีนั้นไม่มีอะไรให้ต้องพูดมาก ก็ค่อย ๆ พูดไปตามที่เตรียมไว้ แค่ไม่ตื่นเต้น พูดเก่งหน่อย ก็ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ตอนที่จะพูดถึงข้อเสียของตัวเองนี่ต้องระวัง นี่เป็นกับดักในคำถาม ให้พูดข้อเสีย แต่จะพูดข้อเสียจริง ๆ ก็ไม่ได้
ถ้าพูดข้อเสียจริง ๆ ขึ้นมา กรรมการจะให้คุณผ่านหรือไม่ผ่านดีล่ะ? การสอบทั้งหมดมีการบันทึกเสียงและภาพไว้ทั้งสิ้น ถ้าตอนนั้นคุณบอกข้อเสียของตัวเองว่า ขาดความสามารถ หรือสะเพร่า หลังจากเข้าทำงานไปแล้วเกิดเรื่องเสียหายขึ้นมา กรรมการต้องมารับผิดชอบด้วยหรือเปล่า? ทั้งที่ในการสัมภาษณ์ก็เห็นข้อบกพร่องชัด ๆ แต่ยังรับเข้าทำงาน?
ฉะนั้น การพูดถึงข้อเสีย จึงต้องรู้จักพลิกแพลง
หลี่ซิวหย่วนพูดด้วยน้ำเสียงลื่นไหล หนักแน่น ตอนพูดถึงข้อเสียของตัวเอง ไม่มีตะกุกตะกักเลยแม้แต่น้อย มองตรงไปที่กรรมการแล้วกล่าวว่า “ข้อเสียของผมนั้น อย่างแรกคือเวลาเข้าสังคมชอบถือสางาน ชอบขุดคุ้ยถามให้ถึงต้นตอเสมอ เวลาผู้บังคับบัญชามอบหมายงานมา ก็อยากจะทำความเข้าใจให้ทะลุปรุโปร่งก่อนแล้วค่อยลงมือ...
อย่างที่สองคือเวลาเผชิญหน้ากับการทำงานจะค่อนข้างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใหญ่ ๆ รู้สึกว่าเป็นภาระที่หนักมาก มักจะคิดให้รอบคอบก่อนแล้วค่อยทำ...”
บรรดากรรมการฟังแล้วก็มีรอยยิ้มบนใบหน้า พอใจกับคำตอบของหลี่ซิวหย่วนมาก
ใช่ ทุกคนรู้ว่านี่มันคือการพูดจากำปั้นทุบดิน ให้คุณพูดข้อเสีย แต่คุณกลับเปลี่ยนรูป แอบชมตัวเองอยู่ในที อะไรที่ว่าทำงานชอบถือสางาน ตัดสินใจระมัดระวัง นั่นเป็นข้อเสียหรือ?
ไม่ใช่ นี่มันข้อดีชัด ๆ!
แต่การแอบชมตัวเองแบบนี้ กลับเป็นคำตอบมาตรฐานในการสัมภาษณ์ ใครก็ตามที่ซื่อตรงพูดข้อเสียของตัวเองออกมาตามจริงหนึ่งสองสาม กลับจะทำให้กรรมการลำบากใจ
“ส่วนเหตุผลที่ผมสมัครสอบรับราชการนั้น เป็นเพราะตั้งแต่เด็ก ผมมีหัวใจที่พร้อมรับใช้ประชาชนมาตลอด ปู่ของผมเป็นสมาชิกพรรคเก่าแก่ ตอนผมยังเด็ก ท่านบอกผมเสมอว่า พวกเราสมาชิกพรรคต้องถือเรื่องของมวลชนเป็นเรื่องของตนเอง...”
หลี่ซิวหย่วนพูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าที่ไม่แดง ใจไม่เต้น จริง ๆ แล้วปู่ของเขาไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคอะไร เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่มันสำคัญด้วยหรือ?
ไม่สำคัญเลยสักนิด!
เพราะในมือของกรรมการไม่มีข้อมูลผู้เข้าสอบเลย
และการตอบคำถามแบบนี้ว่าได้รับอิทธิพลจากครอบครัว ปู่ของตัวเองบ้าง พ่อของตัวเองบ้างที่เป็นสมาชิกพรรค เป็นข้าราชการ นี่คือคำตอบที่แนบเนียนและสมบูรณ์แบบที่สุด
ไม่อย่างนั้น ในโลกออนไลน์ยุคหลังก็คงไม่มีอะไรแบบครอบครัวตำรวจ ครอบครัวทหาร ออกมาให้เห็นบ่อย ๆ นั่นก็เพราะทุกคนต่างยอมรับการอบรมสั่งสอนตั้งแต่เด็กจากครอบครัวนั่นเอง
ในตอนนี้ หลี่ซิวหย่วนพูดอย่างมั่นใจเต็มที่ ปู่ผมเป็นสมาชิกพรรค พ่อผมก็เป็นสมาชิกพรรค ท่านว่าผมควรทำอะไรล่ะครับ?
ไม่เข้าระบบเพื่อรับใช้ประชาชน มันจะเหมาะสมหรือ?
หลี่ซิวหย่วนเห็นแววตาที่พึงพอใจของกรรมการแล้ว เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่เร่งรีบว่า “ประการต่อมา ในช่วงมหาวิทยาลัย ผมได้ใช้โอกาสจากการฝึกปฏิบัติทางสังคม ได้สัมผัสกับมวลชนในระดับรากหญ้าอย่างเต็มที่ ทำให้ผมไม่เพียงแต่มีความสามารถในการสื่อสารกับมวลชน ฝึกฝนทักษะการประสานงานในสถานการณ์ที่ซับซ้อน แต่ยังทำให้จิตใจของผมแน่วแน่มากยิ่งขึ้นว่า จะต้องรับใช้ประชาชนให้ได้...”
คำพูดนี้เป็นการยกระดับจุดแข็งของตัวเองแล้ว หากคุณรู้สึกว่าแค่อิทธิพลจากครอบครัวยังไม่พอ งั้นก็ดีเลย ผมยังมีความสามารถพิเศษด้านนี้ บังเอิญไหมล่ะครับ ผมเกิดมาเพื่อทำงานนี้โดยแท้
หลี่ซิวหย่วนพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดเล็กน้อย หายใจลึก ๆ แล้วเริ่มการแสดงบทสุดท้ายของการสัมภาษณ์ในวันนี้
“การรับใช้ประชาชน คืออุดมการณ์ทางอาชีพที่ผมตั้งมั่นขึ้นหลังจากที่ได้ใคร่ครวญและปฏิบัติมาอย่างยาวนาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ผมได้เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่
ในด้านการสั่งสมความสามารถ ผมได้ศึกษาเอกสารทางวิชาชีพอย่างเช่น ‘กฎหมายข้าราชการพลเรือน’ ‘รวบรวมกรณีศึกษาการบริหารระดับรากหญ้า’ อย่างเป็นระบบ ในด้านการเตรียมจิตใจ ผมทราบดีอยู่แก่ใจว่าตำแหน่งข้าราชการมิใช่เพียงอาชีพหนึ่ง ในภารกิจที่เร่งด่วน หนักหน่วง และอันตราย ยังต้องเป็นผู้ที่กล้าออกนำหน้า
วันนี้ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ ไม่เพียงแต่มาพร้อมกับความปรารถนาต่อตำแหน่ง แต่ยังมาพร้อมกับการตระหนักรู้อย่างแจ่มชัดว่า คุณค่าของข้าราชการมิได้อยู่ที่ตำแหน่งอันทรงเกียรติ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนคำร้องทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้คนนับหมื่นในยามค่ำคืน ให้กลายเป็นการตอบสนองอันอบอุ่นเมื่อนโยบายบรรลุผล การเปลี่ยนความปรารถนาของมวลชนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ให้กลายเป็นย่างก้าวระหว่างการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและสำรวจ เป็นแสงไฟในยามทำงานล่วงเวลา เป็นรอยยิ้มหลังจากแก้ไขปัญหาแล้ว
ท่านกรรมการทุกท่านครับ เวทีของข้าราชการมิได้อยู่ใต้แสงสปอตไลต์ แต่อยู่ในท้องไร่ท้องนา ตรอกซอกซอย และในหัวใจของประชาชน
ผมพร้อมแล้ว ขอสาบานด้วยนามของวัยเยาว์ว่า ในแบบทดสอบแห่งการรับใช้ประชาชนฉบับนี้ จะเขียนคำตอบด้วยความภักดี ความซื่อตรง และความรับผิดชอบ
ขอวิงวอนให้ท่านกรรมการทุกท่านมอบโอกาสให้ผมได้ปฏิบัติตามอุดมการณ์ด้วยเถิด!
ขอบคุณครับ!”
สิ้นเสียงของหลี่ซิวหย่วน กรรมการหลายคนก็ยกมือขึ้นโดยอัตโนมัติ อยากจะปรบมือ ถ้าไม่ใช่เพราะวินาทีสุดท้ายนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่ควรปรบมือ เกรงว่าในห้องสอบคงเกิดเสียงปรบมือกึกก้องขึ้นมาแล้ว
สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว คำถามสามข้อ คำตอบของหลี่ซิวหย่วนไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย และทุกคำตอบก็เกินความคาดหมายของกรรมการ ให้คำตอบที่เหมาะสมที่สุดออกมา
กรรมการหลายคนมองหลี่ซิวหย่วนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม หากไม่ใช่เพราะข้อกำหนดการสัมภาษณ์ที่ให้ถามได้เพียงสามคำถาม ขนาดพวกเขายังอยากจะถามอีกสักสองสามข้อเลยด้วยซ้ำ
การฟังผู้เข้าสอบคนอื่นตอบ มันทั้งตะกุกตะกัก ซ้ำซากจำเจ ไม่มีอะไรใหม่ พวกเขาที่เป็นกรรมการก็ทุกข์ทรมานไม่น้อย เหมือนเคี้ยวเทียนขี้ผึ้ง แต่ก็ต้องฝืนใจฟังต่อไป
แต่การฟังหลี่ซิวหย่วนตอบนั้น น้ำเสียงมีจังหวะจะโคน ดั่งสายลมเย็นพัดผ่านจิตใจให้รู้สึกสบาย คำตอบยังเกินความคาดหมายทุกครั้ง ทำให้ตาสว่างขึ้นมา ราวกับดวงวิญญาณได้รับการชำระล้างอย่างไรอย่างนั้น