โจวเอ้อหนีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เซิ่งอันหนิงจะยอมไหม? ดูนิสัยเอาแต่ใจของเธอสิ ยังไงก็ไม่ยอมแน่”
จูกุ้ยฮวาบีบแขนโจวเอ้อหนีด้วยความโมโห “ดูสิว่าแกทำเรื่องอะไรไว้ ถ้าเธอไม่ยอมจะทำยังไง? แต่งงานกันมาสามเดือนแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไรเลย ถ้าถึงปลายปีแล้วยังไม่มีลูก คนที่ถูกหัวเราะเยาะก็คือเธอ พวกเราทำแบบนี้ก็เพื่อช่วยเธอต่างหาก”
โจวเอ้อหนีฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ยิ่งมีแม่ช่วยจัดการ ก้อนหินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจก็เหมือนยกออกไป ทำให้รู้สึกโล่งขึ้นมาก
เซิ่งอันหนิงไม่รู้เรื่องแผนการของแม่ลูกคู่นั้นเลย ในใจยังคงครุ่นคิดถึงเส้นทางสร้างฐานะของตัวเอง แล้วก็ถือโอกาสคุยกับโจวชื่อซวินเรื่องเรียนหนังสือ
พอคุยกันถึงได้รู้ว่าโจวชื่อซวินเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้เข้าเรียนหลังเข้ากองทัพ โดยได้รับการเสนอชื่อในระบบแรงงาน-ชาวนา-ทหาร แถมยังเรียนที่เซี่ยงไฮ้อีกด้วย
เซิ่งอันหนิงคิดว่านั่นเก่งมากแล้ว ในยุคนี้คนจบมหาวิทยาลัยมีอนาคตไกลมาก “ฉันอิจฉาคุณจัง ยังได้เรียนมหาวิทยาลัยด้วย ฉันก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน แค่ตอนนั้นยังเด็กและเอาแต่เล่นมากไปหน่อย”
โจวชื่อซวินพิงหัวเตียง มองเซิ่งอันหนิงที่มีสีหน้าจริงจัง แล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้เริ่มเรียนก็ยังไม่สาย สองปีมานี้นโยบายเปลี่ยนแปลงไปมาก นโยบายการเข้ามหาวิทยาลัยก็คงต้องปรับเหมือนกัน”
เซิ่งอันหนิงแอบยกนิ้วให้โจวชื่อซวินในใจ ต้องยอมรับว่าผู้ชายเงียบขรึมและพูดน้อยคนนี้ทั้งฉลาดหลักแหลมและมีไหวพริบ แถมยังสังเกตสิ่งรอบตัวได้อย่างเฉียบคม
