โจวชื่อซวินรับกล่องข้าวมา มองจงเหวินชิงแล้วพูดว่า “ขอบคุณครับ”
คำพูดเพียงเท่านี้ก็ทำให้จงเหวินชิงตื้นตันจนแทบทนไม่ไหว ดวงตาแดงก่ำ “ไม่ต้องพูดขอบคุณหรอก นี่เป็นสิ่งที่แม่ควรทำอยู่แล้ว ที่นี่เงื่อนไขไม่ค่อยพร้อม เวลาก็มีจำกัด กินรองท้องไปก่อนนะ ไว้มีโอกาสแม่จะทำของอร่อยให้กินอีกเยอะ ๆ”
ยุคนี้ยังไม่มีธรรมเนียมจับคู่เนื้อกับผักอะไรนั่นหรอก เพราะปกติได้กินแต่ผักมากเกินไปแล้ว
เซิ่งอันหนิงไม่ได้เกรงใจ เดินไปยกโต๊ะตัวเล็กมาวางข้างเตียงผู้ป่วย แล้วเรียกโจวหนานกวางกับจงเหวินชิงมากินข้าวด้วยกัน
“มีตั้งเยอะ มากินด้วยกันเถอะ”
กล่องข้าวอะลูมิเนียมที่นำมาล้วนเป็นขนาดใหญ่ที่สุด กินกันสี่คนก็เหลือเฟือ
จงเหวินชิงลังเลเล็กน้อย กลัวว่าโจวชื่อซวินจะไม่เต็มใจ เธออยากกินข้าวกับลูกชายสักมื้อเหลือเกิน ต่อให้ได้คีบกับข้าวให้เขาสักคำก็ยังดี
โจวชื่อซวินพยักหน้า “กินด้วยกันเถอะครับ”
จงเหวินชิงดีใจขึ้นมาทันที ลากโจวหนานกวางให้นั่งลง ส่วนเซิ่งอันหนิงก็ตักข้าวจากกล่องมาแบ่งใส่ฝากล่องข้าว
ดีที่ตะเกียบที่จงเหวินชิงพกมามีเพียงพอ ทุกคนจึงนั่งล้อมวงอยู่ข้างเตียง กินข้าวพร้อมหน้ากัน
จงเหวินชิงคีบเกี๊ยวให้โจวชื่อซวินหนึ่งลูก “แม่ไม่รู้ว่าลูกชอบกินอะไร เฉาหยางชอบเกี๊ยวที่แม่ห่อมากที่สุด นี่ไส้หมูกับต้นหอม ลองชิมดูสิ”
โจวชื่อซวินกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนคีบเกี๊ยวขึ้นมากิน ทำเอาจงเหวินชิงน้ำตาคลอ รีบคีบหมูพะโลให้อีกชิ้น “หมูพะโลนี่แม่เคี่ยวกับเต้าหู้ยี้ด้วย รสชาติเข้าเนื้อ อร่อยมาก ลองชิมดูสิ ไว้มีเวลาค่อยให้พ่อไปซื้อไก่มาสักตัว...”
