อันซิวหยุนก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน “ไม่รู้สิ ยังไงตอนงมศพขึ้นมา ทั้งตัวก็บวมเป่งไปหมด ใบหน้าก็ดูไม่ออกแล้ว รู้แค่ว่าเป็นผู้ชายหนุ่ม เธอลองคิดดูสิ ขนาดหมอยังเข้าไปจับชีพจรให้เลย จะต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ”
เซิ่งอันหนิงกัดหมั่นโถวไปพลางฟังไปพลาง ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่เรื่องที่อันซิวหยุนเล่าก็สนุกไม่น้อย
จางจิ้งที่นอนเตียงข้าง ๆ เริ่มไม่สบอารมณ์ “พวกเธอไม่ได้เรียนเรื่องทำลายสี่ของเก่ากันหรือไง ยังมาพูดเรื่องงมงายกันอยู่อีก คนตายแล้ววิญญาณก็กลายเป็นสายลม เนื้อหนังก็สลายเป็นดิน จะมีผีได้ยังไง? แบบนี้ยังจะเรียนหมอกันอีกหรือ น่ารำคาญจริง ๆ”
พูดจบก็โยนหนังสือลงบนเตียงอย่างโมโห ก่อนจะหิ้วกระติกน้ำไปกดน้ำร้อน
อันซิวหยุนหดไหล่อย่างหวาด ๆ “เธอคงไม่ได้โกรธแล้วใช่ไหม?”
หลี่กุ้ยหลิงไม่ใส่ใจ “ช่างเธอเถอะ พวกเราก็ไม่ได้พูดเสียงดังสักหน่อย หรือว่าแค่คุยกันยังไม่ได้? ฉันไปเป็นปัญญาชนอยู่ชนบทตั้งเจ็ดปี คนแบบไหนที่ฉันไม่เคยเจอ”
อันซิวหยุนอ้าปากค้าง “เธอไปเป็นปัญญาชนตั้งเจ็ดปีเลยเหรอ? ดูอายุยังไม่มากเลยนะ ไปตอนอายุเท่าไหร่ล่ะ?”
หลี่กุ้ยหลิงดูภูมิใจอยู่บ้าง “ไปตอนอายุสิบหก ฉันเป็นคนขอไปเองด้วย”
อันซิวหยุนอดชื่นชมเธออีกยกใหญ่ไม่ได้
เซิ่งอันหนิงฟังหลี่กุ้ยหลิงเล่าเรื่องตอนเป็นปัญญาชนไปพลาง กินหมั่นโถวไปพลาง แล้วยังคอยถามด้วยความสงสัยเป็นระยะ รู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย
กินหมั่นโถวไปหนึ่งลูก ท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มมืดแล้ว เซิ่งอันหนิงคิดว่าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย กลางวันต้องเข้าเรียน ไม่มีเวลาทำมาค้าขาย ตอนกลางคืนพอจะออกไปดูได้
