ไม่ใช่แค่โจวเฉาหยางที่ตกใจ เซิ่งอันหนิงเองก็ตกใจเหมือนกัน “พี่สะใภ้พูดถึงใครเหรอคะ”
ฉินหงเสียเองก็ไม่ได้รู้จักหลูฉางเฟิงดีนัก “ก็หนุ่มจากหน่วยงานพันธมิตรคนหนึ่งน่ะ ชื่อหลูฉางเฟิง ดูท่าทางอายุมากกว่าเฉาหยางหน่อย ฉันได้ยินมาว่ายังโสดอยู่ เลยคิดจะจับคู่ให้รู้จักกันดู”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าโลกนี้ช่างกลมจริง ๆ ผู้คนมากมายวนไปวนมา สุดท้ายกลับรู้จักกันหมด
เห็นโจวเฉาหยางโบกมือพร้อมขยิบตา เซิ่งอันหนิงก็รีบพูดว่า “อ้อ หลูฉางเฟิงคนนั้นน่ะ ฉันก็รู้จักค่ะ รู้สึกว่าเขาอายุมากกว่าเฉาหยางอยู่หน่อย พวกเรายังไม่อยากหาคนอายุมากขนาดนั้น กลัวจะคุยกันไม่รู้เรื่อง”
ฉินหงเสียคิดว่าอายุไม่ใช่ปัญหาเลย “มากตรงไหน ฉันว่าเหมาะกันดีออก ยิ่งอายุมากหน่อยก็ยิ่งรู้จักเอาใจใส่คน”
โจวเฉาหยางรีบส่ายหน้า “ไม่เอาค่ะ ฉันไม่ชอบคนอายุมากกว่า ฉันชอบคนรุ่นเดียวกันมากกว่า ขอบคุณนะคะพี่สะใภ้”
เห็นโจวเฉาหยางพูดถึงขนาดนี้ ฉินหงเสียก็ไม่สะดวกจะพูดต่อ
ทั้งสามจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
เซิ่งอันหนิงบอกให้ทั้งสองนั่งรอก่อน ส่วนตัวเองไปห้องข้าง ๆ เพื่อเอากะละมังนวดแป้ง เขียง และเนื้อมา อีกสักครู่จะทำเกี๊ยวกันที่นี่
พอออกไปแล้วผลักประตูห้องข้าง ๆ เปิด เซิ่งอันหนิงก็แทบขวัญหนีดีฝ่อ
ไม่รู้ว่าหลูฉางเฟิงมาเมื่อไร เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ ถือถ้วยชาไว้จิบ
ถ้าอย่างนั้นคำพูดเมื่อครู่ของพวกเธอ คนหูดีพวกนี้ก็คงได้ยินชัดเจนแน่
เซิ่งอันหนิงฝืนใจทักทาย “พี่หลู มาตั้งแต่เมื่อไรคะ”
หลูฉางเฟิงวางถ้วยชาลงเบา ๆ “เพิ่งมา”
