จากที่ถูกจับมายังแดนเหมียวเจียงอย่างไม่ทราบสาเหตุ และถูกโยนลงมาในถ้ำใต้ดินที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ ฉู่เหอก็ได้นอนหลับอย่างสบายเป็นครั้งแรกในรอบนาน
นางไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าใด รู้สึกเพียงจิตใจปลอดโปร่ง แต่ทันทีที่ลืมตาตื่น ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
หน้าอกที่เต็มไปด้วยรอยแผล อุณหภูมิที่เย็นเยียบ สัมผัสที่ไม่สู้ดีนัก
ฉู่เหอเงยหน้าขึ้นทันที สบเข้ากับดวงตาสีแดงวาววับคู่หนึ่งพอดี
“ยังกอดไม่พออีกหรือ”
ร่างของฉู่เหอสั่นสะท้าน นางรีบถอยห่าง การเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไปทำให้เอนไปกระแทกกับเตียงหิน ศีรษะกระแทก นวดคลึงอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยคลานลุกขึ้น
นางกุมศีรษะ แสดงสีหน้ายิ้มประจบ “อาเจี่ยว ร่างกายเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ”
อาเจี่ยวดูเหมือนไม่อยากจะสนใจนาง ขยับแขนที่เมื่อยล้า ลุกจากเตียง หยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ ก้าวเท้าออกไปข้างนอก
ฉู่เหอถาม “เจ้าจะไปที่ใด”
อาเจี่ยวไม่แม้แต่จะหันกลับมา “ฆ่าคน”
เขาออกจากถ้ำหินไปแล้ว ไร้เสียงเคลื่อนไหวอีก
ฉู่เหอจึงได้รู้ว่าเดิมทีเขาต้องออกจากถ้ำหินทุกวัน ก็เพื่อไปฆ่าคน คนบ่มยาก็เติบโตจากการฆ่าฟันแก่กัน หากวันใดไม่ฆ่าคน ก็อาจถูกผู้อื่นฆ่าเสียเอง
ฉู่เหอกอดศีรษะ รู้สึกอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
ที่นี่เป็นเพียงลานประหารขนาดใหญ่ นางต้องคิดหาวิธีหนีออกไป!
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่รู้ อาเจี่ยวกลับมาอีกครั้งพร้อมร่างที่โชกเลือด
ฉู่เหอกำลังนั่งอยู่ริมสระเล็ก คิดหาวิธีออก เมื่องห่อกระดาษถูกปาเข้ามาโดนโดยไม่ทันตั้งตัว นางได้สติ มองดูห่อกระดาษน้ำมันในอ้อมอก แล้วเงยหน้าขึ้น “อาเจี่ยว เจ้ากลับมาแล้ว”
อาเจี่ยวตอบรับเย็นชาว่า “อืม” หยิบกระปุกยาขึ้นมาใบหนึ่ง ฉวยตัวหนอนเนื้อยึกยือได้ตัวหนึ่ง จากนั้นร่นแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นบาดแผลที่แขนซึ่งพาดผ่านไขว้ไปมา ลึกจนเห็นกระดูก
ตัวหนอนตัวนั้นถูกเขาบีบจนแตกเป็นน้ำเหลว ราดลงบนปากแผล เกิดควันเขียวประหลาด น่าอัศจรรย์ที่บาดแผลบนแขนของเขากำลังสมานต่อหน้าต่อตา
ก็ยังคงเหมือนครั้งก่อน แมลงกายที่ซอกซอนยั้วเยี้ย ราวกับมีตัวอู้นับหมื่นกำลังสร้างเนื้อหนังขึ้นใหม่
ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้ง ฉู่เหอก็ยังรู้สึกขนหัวลุก
นางถามอย่างระมัดระวัง “ศัตรูของเจ้า นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นหรือ”
อาเจี่ยวมองมาที่นาง
ฉู่เหอกล่าว “ก่อนนี้เจ้าไม่เคยบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้”
“ก็แค่หมู่หนอนเน่า เหตุใดต้องเอ่ยถึงความแข็งแกร่ง อย่างไรข้าก็จะฆ่าพวกมันให้หมดไม่ช้าก็เร็ว”
แม้อู้นและยาของเขาจะทำให้บาดแผลอันน่าหวาดหวั่นบนร่างสมานได้ แต่รอยแผลเป็นก็ยังคงอยู่
ผ่านการต่อสู้เข่นฆ่ามาหลายวัน คนบ่มยาที่ยังรอดชีวิตมาถึงช่วงสุดท้ายได้ ล้วนเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด
อาเจี่ยวหลังจากนี้จะต้องพบเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ฉู่เหอมองดูอาหารในมือของตน ถุงกระดาษที่มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนเช่นเคย นางเดาไว้ก่อนแล้ว ทรัพยากรทุกอย่างที่นี่ต้องแย่งชิงมา อาหารที่นางได้กินมาหลายวันนี้ ก็คงเป็นของที่เขาแย่งชิงมากลางสมรภูมิฆ่าฟัน
วันนี้ในห่อกระดาษมีเพียงหมั่นโถวหนึ่งอัน
ฉู่เหอหยิบหมั่นโถวออกมาฉีกเป็นสองส่วน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยื่นส่วนที่มากกว่าให้แก่เขา “เจ้าก็กินเถิด”
อาเจี่ยวไม่ขยับ “ข้าไม่หิว”
ฉู่เหอเม้มริมฝีปาก ลุกเดินเข้าไป เหลือบมองมือที่เปรอะคราบเลือดของเขา แล้วเอื้อมมือไปจับไว้
อาเจี่ยวตอบสนองโดยสัญชาตญาณด้วยการชักมือออก
แต่ฉู่เหอไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน จับไว้แล้วไม่ยอมปล่อย ใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดเช็ดมือให้เขาจนสะอาดหมดจด ไม่เว้นแม้แต่ซองเล็บ
อาเจี่ยวค่อนข้างสับสน ไม่เข้าใจว่านางทำเช่นนี้มีความหมายใด
ฉู่เหอวางหมั่นโถวครึ่งหนึ่งลงในมือที่สะอาดของเขา “เจ้ากิน”
อาเจี่ยวชำเลืองมองนาง เกิดความรู้สึกประหลาดประหลาในใจ ครั้งนี้กลับไม่ปฏิเสธ หยิบใส่ปากกัดคำหนึ่ง
ไม่อร่อย
ฉู่เหอกลอกตาไปมา คว้าชายเสื้อของเขา ดึงไปยังขอบสระน้ำ นางนั่งยองๆ ชี้ลงในน้ำ กล่าวว่า “ข้ามองดูสระน้ำนี้แล้วเหมือนมีชีวิต เจ้าว่าเบื้องล่างนี้มีทางน้ำใต้ดินหรือไม่”
อาเจี่ยวกล่าว “ไม่มี”
ฉู่เหอเงยหน้ามอง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มี”
อาเจี่ยว “ข้าก็แค่รู้ว่าไม่มี”
ถ้ามี ก็คงไม่ทำให้ผู้คนมากมายถูกขังอยู่ในที่มืดมิดไร้แสงสว่างเช่นนี้
ฉู่เหอรู้ว่าตัวเองคิดมากไป หมอบก้มศีรษะ ถอนหายใจ
อาเจี่ยวไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนาง ขี้เกียจถามเพิ่ม
ฉู่เหอแสดงต่อไปไม่ไหว จึงกระตุกชายเสื้อของเขาอีกครั้ง “อาเจี่ยว”
อาเจี่ยวถาม “ทำอะไร”
“เจ้าไม่เคยคิดจะไปจากที่นี่เลยหรือ” ฉู่เหอกล่าว “เราสามารถไปยังโลกภายนอก ที่นั่นกลางวันมีตะวัน กลางคืนมีจันทร์ ยังมีฤดูกาลผันเปลี่ยน สายลมอ่อนโชย”
อาเจี่ยวไม่รู้สึกใด “สิ่งที่เจ้ากล่าว ข้าไม่เคยเห็น แล้วจะเห็นหรือไม่ ก็ไร้ความหมาย”
ฉู่เหอหนังตากระตุก “อาเจี่ยว เจ้าคงไม่ให้เราต้องใช้ชีวิตในที่มืดมิดไร้แสงสว่างนี้ชั่วชีวิตกระมัง ตอนนี้มีเพียงเราสองคนก็ยังดี หากหาก……หากว่าเสี่ยวเป่าของเรามาเล่า จะทำอย่างไร”
อาเจี่ยว “เสี่ยวเป่าคือใคร”
“ลูกของเราไงเล่า!”
ฉู่เหอลุกขึ้น คว้ามือของเขามาทาบลงบนหน้าท้องน้อยของตน พูดอย่างเอาจริงเอาจัง “ก่อนนี้เจ้าเคยบอกว่าถ้าเรามีลูกละก็จะตั้งชื่อว่าเสี่ยวเป่า เด็กเล็กนั้นบอบบางยิ่งนัก ยามป่วยไข้ต้องพบหมอ เริ่มพูดได้เดินได้ ยังต้องมีท่านอาจารย์มาสอนอ่านเขียน พอเติบใหญ่ในภายหน้า หากเป็นเด็กชายก็ต้องแต่งเมียมีลูก เราจะให้เสี่ยวเป่าต้องมาถูกขังในที่สาปส่งแห่งนี้ชั่วชีวิตมิได้!”
อาเจี่ยว “……”
“ข้าน่ะไร้ปัญหา ตราบใดมีเจ้าอยู่ ข้าก็อยู่ได้อย่างเป็นสุข แต่ข้าไม่อาจให้เสี่ยวเป่าตามเราใช้ชีวิตเช่นนี้”
นางแสดงออกเต็มเปี่ยมด้วยความจริงใจ ยังมิทันเป็นมารดา ก็เปล่งประกายรัศมีแห่งความเป็นแม่ออกมาเสียแล้ว
อาเจี่ยวกลับไม่ถูกหลอกง่ายเช่นนั้น “ในท้องเจ้าไม่มีเสี่ยวเป่า”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นางไม่ได้ตั้งครรภ์
ฉู่เหอไม่รู้ว่าเอาความกล้าจากไหนมา ยังปลิ้นปล้อนต่อไป “ตอนนี้ข้ายังไม่มีก็จริง แต่ว่าเมื่อวานนี้……เมื่อวานนี้เราต่างก็……ถึงขั้นนั้นแล้ว อีกหนึ่งเดือนให้หลังข้าก็อาจมีแล้วก็ได้!”
มือที่ถือหมั่นโถวกัดไปครึ่งหนึ่งของอาเจี่ยวสั่นน้อยๆ “ถึงขั้นนั้น?”
“ก็คือ……ก็คือเราต่างก็มีสัมผัสแนบชิดกายกันอีกครั้งไงเล่า!” ฉู่เหอปิดหน้าที่ร้อนผ่าว เบนหน้าหนี เขินอายจนมิอาจหักห้าม “เพียงมีสัมผัสแนบชิด ก็อาจมีบุตรได้ เจ้าไม่รู้หรือ”
อาเจี่ยว “……”
เขาไม่รู้จริงๆ
ฉู่เหอหันหลังให้ เสียงอันอายเจือจริตฟังแล้วชวนให้ขนลุก “แล้วเรายังแนบชิดแนบกายกัน……เนิ่นนานถึงเพียงนี้ ต่อให้ตอนนี้อยาก……อยากคุมกำเนิดก็คงไม่ทันแล้ว อีกทั้งเจ้ายังเก่งกาจถึงเพียงนั้น ทั้งยัง……ทั้งยังเร่าร้อนปานนั้น……”
อาเจี่ยว “……”
ฉู่เหอหันกลับมามองเขา ขนตาเจือแววเสน่หา “หากข้าตั้งครรภ์แฝด ก็มิใช่เป็นไปไม่ได้หรอก”
“เพียะ” เสียงดัง หมั่นโถวในมืออาเจี่ยวหล่นลงบนพื้น
“ดังนั้น อาเจี่ยว” ฉู่เหอกุมมือของเขาไว้ พูดอย่างเคร่งขรึม “เพื่ออนาคตของลูกเรา เราต้องคิดหาทางไปจากที่นี่ เจ้าว่าถูกต้องหรือไม่”
ฉู่เหอร้อนใจอีกครั้ง “หากไม่ออกไป……เสี่ยวเป่าของเราพอคลอดออกมาก็ถูกพวกข้างบนจับไปเป็นคนบ่มยาจะทำอย่างไร”
อาเจี่ยวแม้ตัวจะสูงใหญ่ แต่ในเรื่องกามารมณ์นั้นหาใช่กระดาษขาวใบหนึ่ง คำเท็จของฉู่เหอทำให้เขาหลงเชื่อไปกว่าเก้าส่วน
ก่อนนี้พวกเขาเคยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา นางไม่ตั้งครรภ์เสี่ยวเป่าก็ไม่เป็นไร
แต่เมื่อวานนี้พวกเขามีสัมผัสแนบชิดกันอีกครั้ง และยังแนบชิดกอดกันเนิ่นนานถึงเพียงนั้น ดังนั้นครั้งนี้นางจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะตั้งครรภ์เสี่ยวเป่า
ดังที่ฉู่เหอกล่าว เขาเก่งกาจถึงเพียงนั้น นางตั้งครรภ์แฝดก็เป็นไปได้!
ฉู่เหอแอบกัดฟัน ตัดสินใจหยิบยื่นสิ่งดีแก่เด็กหนุ่มผู้ไม่รู้ประสาโลก
นางเขย่งปลายเท้า ค่อยๆ เอนเข้าใกล้ “อาเจี่ยว เสี่ยวเป่าของเรา ต้องไม่คลอดออกมาในที่แห่งนี้”
ยามริมฝีปากแนบชิดสัมผัส เขาทั้งร่างแข็งทื่อ
ในห้องลับอันมืดสลัว แสงเทียนวูบไหว
บนพื้นเต็มไปด้วยตุ๊กตาไม้ที่สลักถูกทิ้งกระจัดกระจาย พวกมันแตกหักเป็นเสี่ยงๆ ราวกับร่างคนเป็นๆ ที่ถูกฉีกกระชากจนแหลกเหลวท่ามกลางการสังหารอย่างเงียบงัน
เงาร่างหนึ่งนั่งสงบอยู่ท่ามกลางนั้น
เสียงกระทบกันของเครื่องเงินดังกังวานใส ไหวเบาๆ ตามเส้นผม ตุ้มหูทับทิมสีแดงแฝงกายอยู่ ทอประกายเยือกเย็นวับวาว
มือซีดขาวดึงตุ๊กตาไม้ที่สมบูรณ์ออกมาจากกองไม้แตกหัก พินิจอย่างละเอียด ดวงตาสีแดงยาวรีหรี่ลงเล็กน้อย
ภายนอกห้องลับ คือสมุนของประตูวู่อู้กู่ที่ประจำการอยู่
“ท่านผู้อาวุโสกล่าวว่าศักยภาพของนายน้อยนั้นยอดเยี่ยมยิ่ง ต้องเป็นราชันอู้นมนุษย์สมบูรณ์แบบที่สามารถตัดเจ็ดอารมณ์หกตัณหาได้เร็วที่สุดเป็นแน่”
“ถูกต้องแล้ว เพียงนายน้อยกลายเป็นราชันอู้น พลังของประตูวู่อู้กู่เราจักไปถึงขั้นที่แม้แต่สำนักใหญ่แดนกลางยังต้องล้าหลังมิทันมอง”
“บัดนี้นายน้อยได้ตัดหกอารมณ์ห้าตัณหาแล้ว เหลือเพียงหนึ่งอารมณ์หนึ่งตัณหา การเป็นราชันอู้นมนุษย์อยู่แค่เอื้อม”
“คอยดูเถิด วันแห่งการรุ่งเรืองใหญ่หลวงของประตูวู่อู้กู่เรา ไม่ไกลแล้ว”