ซูจิ้งเหยามองแผ่นหลังของหลิงเยวี่ยที่ค่อย ๆ ไกลออกไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยแววเย้ยหยันอย่างไม่คิดปิดบัง
ไม่ว่าหลิงเยวี่ยจะเกิดใหม่หรือไม่ ขอเพียงขวางทางนาง นางก็ไม่มีวันใจอ่อนปล่อยไปเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น หลิงเยวี่ยในชาตินี้ยังมีเจตนาร้ายต่อซูจิ้งเหยาอย่างเต็มเปี่ยม แม้ตอนนี้หลิงเยวี่ยอาจยังไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดอย่างจริงจัง แต่ในสายตาของซูจิ้งเหยา นางก็เป็นเพียงงูพิษที่กำลังสั่งสมกำลัง รอวันเผยเขี้ยวอันแหลมคมออกมาใส่นาง
ซูจิ้งเหยาไม่เคยเป็นคนที่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว ตราบใดที่อำนาจควบคุมชีวิตยังอยู่ในขอบเขตที่ตนเอื้อมถึง นางก็ต้องกำมันไว้ในมือให้แน่น
นางไม่มีวันยอมให้หลิงเยวี่ยมีโอกาสมาอยู่เหนือหัว แล้วชี้นิ้วสั่งนางตามใจชอบ
ซูจิ้งเหยาหันกลับมา สายตาตกลงบนร่างของจวินเจ๋อเฉินที่กำลังทายาหม่องให้นางอย่างตั้งใจ
ชายวัยกลางคนผู้นี้แม้จะใจแข็งดุจเหล็ก อย่างน้อยก็ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างหลิงเยวี่ย
จากนั้นซูจิ้งเหยาก็ส่งสายตาชื่นชมให้เหมียวอวิ้นอย่างแนบเนียน
คราวนี้ทำได้ดี กลับไปย่อมมีรางวัลใหญ่แน่นอน
เหมียวอวิ้นได้รับสายตาจากนายหญิง ก็ลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่อครู่นายหญิงส่งสัญญาณมา นางก็รีบไปเชิญองค์รัชทายาทอย่างชาญฉลาดทันที
ดีที่มาทันเวลา
หลังจวินเจ๋อเฉินทายาหม่องให้นางเสร็จ ก็โอบเอวนางพากลับตำหนักอวี้เต๋อ
“ต่อหน้าข้าเจ้าไม่เห็นจะกลัวใคร แล้วเหตุใดพออยู่ต่อหน้าไท่จื่อเฟยกลับถูกนางรังแกเสียได้?”
“ยังโง่เขลาไปขอร้องแทนไท่จื่อเฟยอีก คิดหรือว่าไท่จื่อเฟยจะเลิกแค้นเจ้าเพียงเพราะคำขอร้องของเจ้า?”
“หม่อมฉันไม่ได้ถูกกลั่นแกล้ง เพียงแต่เสียดายกำไลที่ฝ่าบาทประทานให้เท่านั้นเพคะ”
ยามนี้ซูจิ้งเหยานั่งเคียงข้างจวินเจ๋อเฉินบนตั่ง ก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าดูคล้ายกำลังน้อยใจ
พอเอ่ยถึงกำไล สีหน้าของจวินเจ๋อเฉินก็ยิ่งเคร่งขรึม
“ก็แค่กำไลแตกวงหนึ่ง ถึงกับต้องก้มลงไปเก็บเชียวหรือ? ยังทำมือของตัวเองบาดเจ็บอีก”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยคำตำหนิ
“ไม่เคยเห็นของดีหรือไร ช่างไม่ได้เรื่องเสียจริง”
