บ่าวในวังตะวันออกมองเห็นองค์รัชทายาทอุ้มพระชายารองกลับมาแต่ไกล ต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมาโดยไม่รู้ตัว
สายตาราวกับถูกตรึงเอาไว้ ต่างจ้องมองอย่างเหม่อลอย ครั้นรู้ตัวว่าเสียมารยาทก็รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองต่ออีก ทว่าในใจกลับลอบอุทานด้วยความประหลาดใจ
พระชายารองได้รับความโปรดปรานยิ่งนัก ฝ่าบาทถึงกับใกล้ชิดสนิทสนมกับนางต่อหน้าผู้คนมากมาย โดยไม่สนใจกฎระเบียบและมารยาทเลยแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน หลินเม่าอินเพิ่งออกจากหัวเหมยจวีมาเดินเล่น กำลังเดินอยู่บนทางเล็กอีกสายหนึ่ง หัวเหมยจวีอยู่ใกล้กับตำหนักสุ่ยหนิงพอดี นางจึงบังเอิญมองเห็นองค์รัชทายาทอุ้มพระชายารองรีบรุดไปทางตำหนักสุ่ยหนิงแต่ไกล
นับแต่วันนั้นที่ฝ่าบาทออกจากหัวเหมยจวีไป ก็ไม่เคยเสด็จมาอีกเลย ทุกวันหลินเม่าอินทำได้เพียงมองดูตำหนักสุ่ยหนิงที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ และบางครั้งก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงลอยมา
แววตาของนางหม่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง
เพิ่งเข้ามาในวังตะวันออกก็ต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนี้ โชคดีที่เย่หยาหมินและหมู่หลี่เหยว่ซึ่งเข้าวังมาพร้อมกันต่างก็ไม่ใช่คนช่างพูด จึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้านาง
แต่ทุกครั้งที่หลินเม่าอินนึกถึงวันนั้นที่ฝ่าบาททรงเป็นห่วงพระชายารอง และเสด็จไปตำหนักสุ่ยหนิงโดยไม่ลังเล ในใจก็มีแต่ความเศร้าสลดอย่างไร้ที่สิ้นสุด
นางยังมีโอกาสอยู่อีกหรือไม่?
พระชายารองต้องจงใจทำเช่นนี้ เพื่ออวดความโปรดปรานของฝ่าบาทต่อหน้านางเป็นแน่
หญิงสาวผู้เข้าคัดเลือกในราชวังใหม่อย่างพวกนางต้องไปถวายพระพรไท่จื่อเฟยทุกวัน แต่พระชายารองกลับอาศัยความโปรดปรานของฝ่าบาท นาน ๆ ครั้งจึงจะไปสักหนหนึ่ง เมื่อไท่จื่อเฟยถามถึง นางก็เพียงตอบว่าฝ่าบาททรงเห็นใจที่นางเหน็ดเหนื่อย จึงทรงยกเว้นการถวายพระพรให้
วางท่าหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ แต่ฝ่าบาทกลับตรัสว่านางกำนัลที่ไปหัวเหมยจวีวันนั้นไม่ได้รับคำสั่งจากพระชายารอง หากแต่มีคนกลั่นแกล้งพระชายารอง ทว่าผ่านมาสิบกว่าวันแล้ว ฝ่าบาทก็ยังสืบหาตัวการเบื้องหลังไม่พบมิใช่หรือ?
