“มองพอหรือยัง?”
ซูจิ้งเหยากระตุกมุมปาก เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นเจือแววหยอกเย้าอยู่หลายส่วน
แววตาของไป๋อิ้งเยว่พลันซับซ้อนขึ้น นางหลบสายตาไปชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาจับจ้องซูจิ้งเหยาอีกครั้ง
“เจ้า...คือสนมองค์ใหม่ของฝ่าบาทหรือ?”
น้ำเสียงของนางแฝงความไม่แน่ใจและความตึงเครียดอยู่เล็กน้อย
“ข้าคือรักเก่าของเขา”
ซูจิ้งเหยายกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยแววหยอกล้อ
ไป๋อิ้งเยว่เบิกตากว้างขึ้นทันที ทั้งร่างแข็งทื่อราวกับไก่ไม้ สมองพลันคิดไม่ทัน ความคิดประหนึ่งจมดิ่งสู่ความสับสนวุ่นวาย
เห็นนางเป็นเช่นนี้ ซูจิ้งเหยาก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ น่ารักอยู่เหมือนกัน
จวินเจ๋อเฉินหาตัวแทนมาแทนนางหลังจากนางตายไปแล้วหรือ?
“เจ้าสั่งให้คนรอบข้างถอยออกไปก่อนเถิด แล้วเราสองคนค่อยพูดคุยกันตามลำพัง ดีหรือไม่?”
ซูจิ้งเหยาเอ่ยถามอย่างเกียจคร้านพลางรับประทานอาหารไปด้วย
ไป๋อิ้งเยว่ประหนึ่งถูกมนตร์สะกด จึงทำตามคำพูดของนางไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ไม่นาน สาวใช้ทั้งหลายก็พากันออกจากศาลาวั่งเยว่ เหลือเพียงพวกนางสองคนในบริเวณนั้น
“หากข่าวที่ข้าได้รับมาไม่ผิด รักเก่าของฝ่าบาทก็คือฮองเฮาองค์ก่อน และฮองเฮาองค์ก่อนก็สิ้นพระชนม์ไปเมื่อห้าปีก่อนแล้ว”
ไป๋อิ้งเยว่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยอย่างช้า ๆ
“ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น ในเมื่อเจ้ารู้ว่าฮองเฮาองค์ก่อนเป็นรักเก่าของฝ่าบาท เจ้าก็คงรู้ด้วยกระมังว่าตนเองหน้าตาคล้ายฮองเฮาองค์ก่อนอยู่บ้าง?”
ซูจิ้งเหยาหันกายเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้า ทั้งสองสบตากัน
“รู้ แต่ข้าไม่ใส่ใจ” ไป๋อิ้งเยว่เม้มริมฝีปาก แววตามั่นคง
“เจ้าเข้าวังมาเมื่อใด?”
ซูจิ้งเหยานั่งตัวตรงอีกครั้ง เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เมื่อหนึ่งปีก่อน”
“ฝ่าบาทเคยโปรดปรานเจ้าหรือยัง?”
ไป๋อิ้งเยว่เม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบ
เห็นนางเป็นเช่นนี้ ซูจิ้งเหยาก็รู้ว่าจวินเจ๋อเฉินไม่ได้หลอกนาง
“ผิดหวังหรือ?” ซูจิ้งเหยาถามย้ำ
“ไม่”
ไป๋อิ้งเยว่ตอบคำถามนี้อย่างรวดเร็ว น้ำเสียงใสกังวานและเด็ดขาด
“เจ้าเข้าใจอะไรได้ถ่องแท้ดีนี่”
ซูจิ้งเหยาพยักหน้าเล็กน้อย แววตาเจือความชื่นชม สตรีที่ไม่มัวหลงใหลในความรักย่อมมีเสน่ห์ยิ่งกว่า
