ศักราชฉงอู่ปีที่หก
หลังจากซูจิ้งเหยากุมตำแหน่งดูแลวังได้หนึ่งปี หลินเม่าอินก็ทำได้เพียงหลบหน้านางราวกับหนูหลบแมว
เหล่าพระสนมที่เคยสนิทสนมกับนาง บัดนี้ต่างก็เริ่มตีตัวออกห่างทีละคน ราวกับหญ้าปลายกำแพงที่เอนตามลม
โดยเฉพาะโม่จื่อโหรว หลังจากกลับจากเจียงโจวเข้าสู่วังหลวงแล้ว ฝีมือการดูทิศทางลมของนางก็เรียกได้ว่าเลิศล้ำ รีบตัดขาดกับหลินเม่าอินอย่างรวดเร็ว ราวกับความผูกพันในอดีตไม่เคยมีอยู่จริง
แต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนของกรมวังภายในหรือสำนักทั้งหก แทบทั้งหมดล้วนเป็นคนของหลินเม่าอิน
หลินเม่าอินกุมความลับดำมืดของพวกเขาไว้มากมาย ครั้นซูจิ้งเหยาเข้ารับช่วงต่อ จึงต้องออกแรงอย่างยากลำบากกว่าจะจัดการได้
อย่างไรเสียหลินเม่าอินก็อยู่ในวังหลวงมานานถึงห้าปี คนของนางจำนวนไม่น้อยเป็นข้ารับใช้สตรีที่มีตำแหน่ง หรือขันทีผู้ดูแลงานสำคัญ ซูจิ้งเหยาย่อมไม่อาจกำจัดคนเหล่านี้ออกไปได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น
ดังนั้น แม้จวินเจ๋อเฉินจะมีพระราชโองการให้ฮองเฮาเป็นผู้ดูแลกิจการในวังหลังแต่เพียงผู้เดียว หลินเม่าอินก็ยังแอบชี้นิ้วสั่งการกรมวังภายในและสำนักทั้งหกได้อยู่ดี ส่วนซูจิ้งเหยาที่เผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ไม่อาจกล่าวโทษนางได้แม้แต่คำเดียว เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าคนที่คอยขัดขวางซูจิ้งเหยาเหล่านั้นเป็นคนของหลินเม่าอิน
แต่ซูจิ้งเหยากลับชอบคนและเรื่องราวที่ท้าทาย
ค่อย ๆ รับมือกับพวกนาง แล้วค่อยกำจัดไปทีละคนก็พอ เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซูจิ้งเหยาแทบจะกำจัดคนของหลินเม่าอินที่ปรากฏตัวอย่างเปิดเผยออกไปจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นกุ้ยเฟยตกอับ เหมียวอวิ้นก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก รอยยิ้มบนใบหน้าแทบจะล้นออกมา
“นายหญิง ได้ยินมาว่าช่วงนี้ในตำหนักกุ้ยเฟยมีถ้วยชาและแจกันแตกไปไม่น้อย คนของกรมวังภายในมาถามว่าจะจัดหาไปเติมให้ตำหนักกุ้ยเฟยหรือไม่เพคะ”
“กรมวังภายในกำหนดค่าใช้จ่ายรายปีไว้แล้ว ตำหนักกุ้ยเฟยก็จัดสรรให้ตามส่วนแบ่ง หากต้องการเพิ่มเป็นพิเศษ กุ้ยเฟยก็ไม่ใช่คนขัดสนเงินทอง ให้นางซื้อเองเถิด”
แววตาของซูจิ้งเหยาเย็นเยียบ นางไม่มีทางตามใจเหล่าพระสนมที่มีนิสัยขว้างปาข้าวของ
