หลังตรวจทุกคนเสร็จ ผู้ตรวจสอบก็เดินเข้ามาหาพวกเขา ก่อนหยิบป้ายหยกสองชิ้นส่งให้ฉู่ชิงเหยากับฉู่ชิงยวี่ ด้านหน้าของป้ายหยกสลักอักษรสี่คำว่า «สำนักจู้หยู» ส่วนด้านหลังสลักชื่อและภูมิลำเนาของทั้งสองคนไว้
“นี่คือป้ายยืนยันตัวตนสำหรับเข้าเรียนของสำนักจู้หยู ผู้ถือป้ายนี้สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอให้ทั้งสองคนไปรายงานตัวที่สำนักภายใน 7 วัน หากพ้นกำหนดจะถูกเพิกถอนสิทธิ์เข้าเรียน”
ฉู่ชิงเหยารับป้ายมา พลางขมวดคิ้วน้อย ๆ “แล้วป้ายของพี่ชายข้าล่ะ จิ้งจอกไร้มลทินของเขาเติบโตไปถึงขั้นสามได้ ตามหลักแล้วเขาก็น่าจะมีคุณสมบัติเข้าเรียนได้เหมือนกัน”
จากประสบการณ์ในปีก่อน ๆ เรื่องนี้ย่อมเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมืองเล็กห่างไกลอย่างเมืองชิงอู มีจอมวิญญาณที่ถูกตรวจพบว่าสามารถเติบโตไปถึงขั้นสามได้สองคนก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว บางปียังไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ผ่านเกณฑ์
ใครจะคิดว่าปีนี้ในเมืองกลับมีเด็กที่ผ่านเกณฑ์ถึงสี่คน ในจำนวนนั้นสองคนยังมีพรสวรรค์เป็นจอมวิญญาณระดับกลางอีกด้วย
น่าเสียดายที่สำนักจู้หยูมอบโควตาเข้าเรียนให้เมืองชิงอูเพียงสองที่ ฉู่เช่าเหย่กับหวังเจ๋อไคซึ่งมีพรสวรรค์ด้อยกว่าอยู่ไม่น้อยจึงถูกคัดออก
จิ้งจอกไร้มลทินของฉู่เช่าเหย่ไม่เพียงมีระดับต่ำ พลังต่อสู้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งนัก ไม่อาจเทียบกับนกหลวนรุ้งอาภรณ์ของฉู่ชิงเหยาและงูเขียวไผ่มรกตของฉู่ชิงยวี่ได้เลย
ผู้ตรวจสอบอธิบายเหตุผลให้ฟัง ฉู่ชิงเหยาฟังจบก็ส่งป้ายหยกคืนให้เขาทันที “ในเมื่อพี่ชายไม่มีโอกาสได้ไปเรียน เช่นนั้นข้าก็ไม่ไปเหมือนกัน”
ฉู่ชิงยวี่เห็นนางทำเช่นนั้น ก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนยัดป้ายหยกของตนคืนไปด้วย “ถะ...ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ไปเหมือนกัน”
