เช้าวันรุ่งขึ้น
เฉินเฟิงจัดการศพเสร็จ ก็แอบขึ้นไปบนหลังคาตำหนักนอนรอ ตงกงนั้นไม่ใหญ่ เมื่ออยู่บนนี้ก็สามารถมองเห็นทุกอย่างในวังได้ชัดเจน
เป็นไปตามคาด ภายใต้การสังเกตอย่างละเอียดของเขา มีนกพิราบส่งข่าวตัวหนึ่งบินออกมาจากเรือนเล็กด้านนอกที่พักขององครักษ์
ดวงตาของเฉินเฟิงเป็นประกาย เขาเลียนแบบท่าทางของไท่จื่อตัวจริง สั่งปิดตงกง ศัตรูหลงกลจนได้
ส่วนข่าวสารในจดหมายนกพิราบนั้น เฉินเฟิงใช้แค่ก้นก็เดาได้ ต้องเป็นแจ้งให้รู้แน่ว่ามีศพซ่อนอยู่ในสวนหลัง และจะมาจับให้คาหนังคาเขา
เมื่อปลากินเหยื่อแล้ว เขากลับไม่รีบร้อน ต่อไปก็แค่ปล่อยไปตามน้ำ
ส่วนสายลับที่ซ่อนอยู่ในตงกง ก็ถือโอกาสกำจัดให้หมดสิ้นไปเลย
เขาเหยียดกายบิดขี้เกียจ ลงจากหลังคามาในเรือน ตอนนี้เว่ยปี้กำลังจะตื่น เห็นเฉินเฟิงเข้ามาก็อยากลุก แต่ยังเจ็บและไม่สะดวกอยู่ จึงทำได้เพียงเอนกายพูด
“แล้วศพล่ะ”
เฉินเฟิงเข้าไปช่วยนางสวมเสื้อ
“จัดการไปแล้ว”
เว่ยปี้ตกใจ
“จัดการได้แนบเนียนหรือไม่ ตงกงมีแต่สายลับของซานตี้ ถ้าเกิดถูกพบขึ้นมาก็จบสิ้นทุกอย่าง”
เฉินเฟิงส่งสายตาให้นางสบายใจ
“วางใจเถิด อีกครู่หนึ่งพวกเราจะเข้าวังไปถวายบังคมท่านพ่อ ขอให้ข้าเป็นหลักทุกอย่าง”
เห็นเขามั่นใจเช่นนี้ เว่ยปี้ถอนหายใจ
“หวังว่าเจ้าจะจัดการได้”
ปากก็พูดเช่นนั้น แต่ในใจนางไม่มีหลักประกันเลย
พวกร่อนเร่ข้างถนนคนหนึ่งจะขึ้นท้องพระโรง เห็นคนใหญ่คนโตมากมายขนาดนั้น เกรงว่ายังไม่ทันเอ่ยปากก็หวาดหวั่นเสียแล้ว ยังจะให้เจ้าเป็นหลักอีก
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้ นางจะมีทางอื่นใดอีกเล่า
จะตายก็ตายด้วยกัน ขอเพียงอย่าลากไป่จี้กั๋วให้พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยก็พอ แม้นางจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังเก็บความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เอาไว้บ้าง
ตงกงถูกปิด ไม่อนุญาตให้พวกนางในและขันทีแม้แต่คนเดียวเข้ามา เฉินเฟิงจึงต้องช่วยประคองเว่ยปี้ล้างหน้าบ้วนปากพอเป็นพิธี จากนั้นทั้งสองก็รีบเดินทางไปยังวังหลวง
ตอนที่ทั้งสองปรากฏกายหน้าประตูใหญ่ของวัง พอดีกับที่พบเฉินอิงซึ่งกำลังรอให้การประชุมเช้าเลิก
พอเจอหน้า เฉินเฟิงก็เดาทันทีว่าเขามาทำอะไร
นกพิราบส่งข่าวได้ส่งข่าวให้เขาแล้ว เขาจะต้องจับศพต่อหน้าฮ่องเต้และขุนนางทั้งในและนอกอย่างแน่นอน แล้วเปิดโปงฐานะตัวปลอมของเขา
สมองของเฉินเฟิงหมุนติ้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก ไหน ๆ เจ้าก็อยากเล่น ก็มาเล่นกันให้สนุกสิ ถึงตอนนั้นอย่าร้องไห้ล่ะ
“อ๊ะโย่ว ซานตี้ เหตุใดเจ้าก็มาที่นี่เล่า”
เฉินเฟิงทำท่าราวกับดีใจมาก ตรงเข้าไปสวมกอดเฉินอิงพลางทักทาย ผู้ที่ไม่รู้คงนึกว่าพี่น้องคู่นี้สนิทกันเสียอีก
“เมื่อคืนนี้ต้องลำบากซานตี้มาเยี่ยมข้า ตตอนนั้นท่านพ่ออยู่ที่นั่นด้วย เลยไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน”
เฉินเฟิงกอดเฉินอิงไม่ยอมปล่อย ทำเอาฝ่ายหลังงงไปชั่วขณะ มารยาททางสังคมจึงเอ่ยตอบไปว่า
“เสด็จพี่เป็นไท่จื่อ ข้าในฐานะน้องชายไปเยี่ยมก็ควรแล้ว”
เฉินอิงสูดดมกลิ่นบนตัวอีกฝ่าย แล้วหรี่ตาลงลึก ในใจแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายคือตัวปลอม
เขารู้จักไท่จื่อตัวจริงเป็นอย่างดี แม้แต่กลิ่นตัวของอีกฝ่ายก็รู้ค่อนข้างชัด
ไท่จื่อตัวจริงมีกลิ่นตัวแรง ต่อให้อาบน้ำแล้วก็ยังปิดไม่มิด
แต่คนตรงหน้านี้ แม้จะมีหน้าตาเหมือนไท่จื่อไม่มีผิด แต่กลับไม่มีกลิ่นแปลกปลอมใด ๆ เลย ต้องเป็นของปลอมแน่
เมื่อเขาเป็นของปลอม แล้วตัวจริงล่ะ
เฉินอิงคิดได้ไว จึงเดาได้ในทันทีว่าไท่จื่อตัวจริงตายไปแล้ว
เพราะเขาอ่านจดหมายลับที่นกพิราบส่งข่าวนำมา เนื้อความว่าตงกงสั่งปิดไม่ให้ใครเข้าใกล้ตำหนักนอนและสวนหลัง และสายลับเห็นเขาฝังศพด้วยมือตนเอง
เมื่อไท่จื่อตัวจริงถูกเขาฆ่าแล้ว เรื่องก็ง่ายขึ้นมาก แค่เปิดโปงเขา ตำแหน่งไท่จื่อก็จะเป็นของข้า
คิดไม่ถึงเลยว่าไท่จื่อปลอมที่อยู่ตรงหน้านี้ จะช่วยข้าได้มากขนาดนี้โดยไม่รู้ตัว
“ฮ่า ๆ เสด็จพี่ทำการได้เหมาะสมจริง ๆ ราชสำนักยังไม่เลิกประชุม ก็รีบมาเข้าเฝ้าท่านพ่อถวายบังคมก่อนแล้ว”
เฉินเฟิงโบกมือ
“ข้าก็เป็นห่วงพระวรกายของท่านพ่อ อยากทำความคุ้นเคยกับท้องพระโรงก่อน เพื่อช่วยผ่อนหนักผ่อนเบาภาระของท่านพ่อ”
“หึหึ เสด็จพี่นี่ช่างใส่ใจจริง ๆ”
สองพี่น้องพูดคุยหัวเราะกัน ทำเอาพวกองครักษ์และขันทีที่ยืนอยู่รอบ ๆ อึ้งงันไปตาม ๆ กัน
เขาว่ากันว่าไท่จื่อกับซานหวงจื่อไม่ถูกกันไม่ใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นว่าพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน เหล่าองครักษ์และขันทีก็พากันเบือนหน้าหนีไป รอจนกระทั่งการประชุมเช้าเลิก
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ขันทีในวังก็ประกาศเสียงดัง
“การประชุมเช้าเสร็จสิ้น ให้แยกย้ายกลับไปกรมกองของตน”
การประชุมเช้าเลิก เหล่าขุนนางต่างเดินออกจากท้องพระโรงตามลำดับ ไปจัดการงานราชการตามหน้าที่ ใครจะทำอะไรก็ทำไป
ทันใดนั้น เฉินอิงก็ขวางเหล่าขุนนางที่กำลังกลับจากการประชุม แล้วประกาศเสียงดัง
“เดี๋ยวก่อน”
เหล่าขุนนางได้ยินแล้วงุนงง มองไปยังเฉินอิง ซานหวงจื่อมาที่นี่ได้อย่างไร
เมื่อมองไปข้างหลังเขา ก็เห็นไท่จื่อและไท่จื่อเฟยที่เพิ่งสมรสกันยืนอยู่ด้วย ในใจเกิดความสงสัย
“ซานเตี้ยนเซี่ยมีธุระหรือ”
เฉินอิงมีแผนอยู่ในอกแล้ว จึงยิ้มอย่างร่าเริง
“ต้องรบกวนพวกท่านกลับเข้าไปในท้องพระโรงกับข้า เพื่อเข้าเฝ้าท่านพ่อ ข้ามีเรื่องสำคัญต้องรายงาน และหวังให้พวกท่านเป็นพยานด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าขุนนางก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์ ไท่จื่อเพิ่งแต่งงานมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อถวายบังคม แต่ซานหวงจื่อจะมาร่วมสร้างสีสันอะไรด้วย แล้วยังบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะรายงานต่อหน้าเราอีก
ในยามนั้น มีเงาร่างชราปรากฏขึ้นกลางฝูงชน นั่นคือโฉวฝู่แห่งราชสำนัก หัวหน้าขุนนางฝ่ายบุ๋น จิ้งกั๋วกงจ้าวอู๋จี๋ ซึ่งก็คือตาของเฉินอิง
จ้าวอู๋จี๋สวมชุดผ้าคลุมแพรแดง ปักดิ้นลายดอกไม้ใหญ่ สวมมงกุฎห่วงเจ็ดประดับเขากระทิง หนวดเคราดอกเลายาวจรดอก คิ้วแดงก่ำ ตาเรียวมุมเฉียง ดูดุดันน่าเกรงขามโดยไม่ต้องทำเสียงขู่
หลังจากสบตากับเฉินอิงคราหนึ่งแล้ว เขาก็เอ่ยเสียงทุ้มต่ำหนึ่งประโยค
“เมื่อซานเตี้ยนเซี่ยมีเรื่องจะรายงานต่อหน้าพวกเรา ก็ให้ทุกคนกลับเข้าไปดูในท้องพระโรงสักหน่อยเถิด”
“ขอตามคำท่านกั๋วคง”
ในฐานะหัวหน้าขุนนางฝ่ายบุ๋น เมื่อจ้าวอู๋จี๋เอ่ยปาก พรรคพวกของเขาก็ค้อมกายรับคำทันที
ทางด้านขุนนางฝ่ายบู๊ แม่ทัพใหญ่เซวียจั้นหยุดเท้าลง ในใจใคร่รู้เช่นกัน จึงโบกมือ กลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ก็หยุดฝีเท้า เตรียมดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเว่ยปี้เห็นซานหวงจื่อเรียกเหล่าขุนนางเอาไว้ ในใจก็กระวนกระวาย หรือเรื่องจะแดงตั้งแต่แรกแล้ว
นางย่อตัวเข้าไปใกล้เฉินเฟิงโดยไม่รู้ตัว มือบีบชายเสื้อเขา ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเป็นกังวล
ส่วนเฉินเฟิงนั้นนิ่งสนิท ให้สายตาแก่นางให้วางใจ
ด้านนอกท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายกลับเข้ามาพร้อมกัน เฉินเทียนหลานซึ่งกำลังจะขึ้นจากบัลลังก์ชะงักไป
ไม่ใช่เลิกประชุมแล้วหรือ เหตุใดจึงกลับมาอีก
ขุนนางบุ๋นยืนตะวันออก บู๊ยืนตะวันตก กลับสู่ตำแหน่งของตน เมื่อเห็นกลางหมู่ขุนนางมีทั้งไท่จื่อเฉินเฟิง ไท่จื่อเฟยเว่ยปี้ และซานหวงจื่อเฉินอิง จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น”
เฉินเฟิงจูงเว่ยปี้ก้าวออกมา
“ลูกขอพาไท่จื่อเฟยมาเข้าเฝ้าท่านพ่อเพื่อถวายบังคมและรินน้ำชา ไม่ทราบว่าซานตี้มีเรื่องเร่งด่วนอันใด จึงต้องรายงานต่อหน้าพวกขุนนางต่อท่านพ่อด้วย”
ใช่แล้ว สองสามีภรรยาไท่จื่อมาเข้าเฝ้าท่านพ่อ เกี่ยวอะไรกับซานเตี้ยนเซี่ยด้วยเล่า
เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระซาบกัน เฉินเทียนหลานมองไปที่เฉินอิง สีหน้าดูไม่พอใจเล็กน้อย
“เหล่าซานมีเรื่องอะไร เหตุใดจึงพูดเป็นการส่วนตัวไม่ได้”
เฉินอิงก้าวออกมาหนึ่งก้าว ชี้ไปที่เฉินเฟิงแล้วกล่าวหาในทันที
“ขอเรียนท่านพ่อ คนผู้นี้ไม่ใช่ไท่จื่อ เหตุใดจึงต้องมาเข้าเฝ้าถวายบังคมท่านพ่อด้วยเล่า”
ประโยคนี้ดังขึ้น ทั่วทั้งท้องพระโรงแตกตื่นอลหม่าน
อะไรนะ
ไม่ใช่ไท่จื่อ
นี่...นี่มันอะไรกัน
แม่ทัพใหญ่เซวียจั้นหัวหน้าขุนนางฝ่ายบู๊ ขมวดคิ้วแน่น เกิดอะไรขึ้น
จ้าวอู๋จี๋ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านเช่นเคย ในใจรู้ว่าเฉินอิงพบหลักฐานแล้ว จึงปล่อยไปไม่ถามไม่สนใจ
รอดูเรื่องสนุกนี้ต่อไป
ฝ่ายเว่ยปี้นั้นสมองหมุนติ้ววิงเวียน หากไม่มีเฉินเฟิงพยุงไว้ นางเกือบล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว
จบแล้ว จบแล้ว
เรื่องแดงจนหมดแล้ว
คราวนี้ไม่เพียงตนต้องตาย แม้แต่ไป่จี้กั๋วก็ต้องพลอยถูกโยงไปด้วย
นางเริ่มเสียใจแล้ว เมื่อคืนไม่น่าตอบตกลงเฉินเฟิงเลย ควรเปิดโปงเขาแต่แรก เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อรักษาความสงบสุขของไป่จี้กั๋วไว้
แต่มาถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไร้ประโยชน์แล้ว
ตนตายไปก็ไม่เป็นไร แต่ประชากรนับหมื่นในไป่จี้กั๋วจะทำอย่างไร
ในที่สุดก็ยังหนีไม่พ้นสงครามหรือนี่