หยางเหว่ยกับเกอซูม่านหันไปมองตามเสียงพร้อมกัน ก็เห็นรถตู้เก่าโทรมคันหนึ่งกำลังแล่นโคลงเคลงมาตามถนนบนภูเขา ทั้งสองดีใจจนแทบคลั่งทันที
“คุณชายหยาง ดูสิคะ! มีรถ!” เกอซูม่านตะโกนอย่างตื่นเต้น
“ฉันตาไม่ได้บอด!” หยางเหว่ยด่าอย่างหงุดหงิด ก่อนจะพยายามลุกขึ้นจากก้อนหิน แล้วกางแขนยืนขวางกลางถนนทันที
เกอซูม่านกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ จึงรีบคลานกระเสือกกระสนตามไป ยืนเบียดอยู่ด้านหลังหยางเหว่ยแน่น
ไม่นาน รถตู้คันนั้นก็ชะลอจอด ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบเมตร
ประตูรถเปิดออก ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ๆ คนหนึ่งลงจากรถ เขาสวมแว่นกรอบดำ รูปร่างผอมบาง หน้าตาสุภาพเรียบร้อย
เขาสวมเสื้อเชิ้ตลายตารางที่ซักจนซีดขาว ปลายแขนเสื้อรุ่ยเป็นขุย มองแวบแรกแทบไม่ต่างจากหนอนหนังสือในมหาวิทยาลัย
“พวกคุณสองคน ขวางทางทำไมครับ?” ชายหนุ่มเดินเข้ามาสองสามก้าว พลางดันแว่นขึ้นแล้วถาม
“พี่คะ ฉันชื่อเกอซูม่าน ส่วนเขาชื่อหยางเหว่ย พวกเราถูกคนชั่วใส่ร้าย เลยต้องหนีจากหยุนเฉิงมาที่นี่ โทรศัพท์กับทรัพย์สินก็ถูกปล้นไปหมดแล้วค่ะ!”
เกอซูม่านพูดฉะฉาน ร่ายออกมารวดเดียว “พี่ช่วยกรุณาให้เรายืมโทรศัพท์ใช้สักครู่ได้ไหมคะ พวกเราจะได้ติดต่อครอบครัว”
หยางเหว่ยกัดฟันกรอด ตามคำกล่าวที่ว่าระวังคนอื่นไว้ย่อมไม่เสียหาย ยัยผู้หญิงโง่นี่กลับพูดทุกอย่างออกมาหมด หากเจอคนคิดร้ายขึ้นมาจะทำอย่างไร?
แต่ดูจากท่าทางซื่อ ๆ ของอีกฝ่ายแล้ว น่าจะไม่ใช่คนเลวอะไร
ไม่อย่างนั้น เขาคงจับเกอซูม่านกดลงกับพื้นแล้วซ้อมให้น่วมไปแล้ว
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง ไม่มีปัญหาครับ!”
ชายสวมแว่นไม่สงสัยเลยสักนิด และตอบตกลงอย่างยินดี
เขาล้วงโทรศัพท์รุ่นเก่าของผู้สูงอายุออกจากกระเป๋ากางเกง กำลังจะยื่นให้ แต่จู่ ๆ ก็ชักมือกลับแล้วก้มมองหน้าจอ “อ้าว ขอโทษด้วยครับ โทรศัพท์ผมแบตหมด!”
“แบตหมดเหรอคะ?” ความตื่นเต้นของเกอซูม่านดิ่งวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าหุบลงทันที
