ฉันเป็นใคร? ฉันอยู่ที่ไหน?
ร่างกายไม่ยอมทำตามคำสั่ง เสียงอึกทึกกึกก้องอยู่ในหัว สิงเซี่ยเหมือนได้ยินเสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งกระซิบข้างหูว่า “การผ่าตัดสำเร็จแล้ว ตอนนี้เธอกลายเป็น...ที่น่ารักแล้ว”
ว้าย!
สิงเซี่ยเบิกตาโพลง พลันดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง
เฮ้อ เป็นแค่ฝันเองนี่นา...
มือเล็กขาวซีดที่ผอมจนมองเห็นข้อนิ้วและเส้นเลือดสีเขียวอมฟ้าโผล่พ้นผ้าห่มออกมา เจ้าตัววางมือลงบนอกผ่านชุดนอน สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นถี่และแรงอยู่ในทรวงอก สิงเซี่ยจึงถอนหายใจยาวเหยียด
ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงฝันประหลาดแบบนี้ได้? สิงเซี่ยปัดปอยผมที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อเย็นไปทัดหู แล้วพยายามคิดทบทวนสถานการณ์ในตอนนี้
เขาจำได้ว่าดื่มน้ำอัดลมที่คุณครูให้มา หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
ในน้ำอัดลมนั่นใส่ยาหรือเปล่า? ไม่สิ ด้วยความสามารถของคุณครูคนนั้น หากจะทำให้เขาสลบก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีแบบนั้นเลย
คนธรรมดาไม่มีทางต่อต้านผู้ใช้เวทมนตร์ได้แม้แต่น้อย นี่เป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนในโลกนี้ต่างรู้ดี
ถ้าอย่างนั้นฉันก็มาถึงสถาบันแม่มดแล้วสินะ แล้วตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนกัน... สิงเซี่ยหันไปมองสภาพแวดล้อมรอบตัว
ห้องนอนตกแต่งอย่างประณีต ใช้สีขาวเป็นหลัก ดูเรียบง่ายแต่โอ่อ่า
เฟอร์นิเจอร์ในห้องมีไม่มากไม่น้อย ทุกอย่างที่ควรมีก็มีครบ ดีกว่าห้องนอนที่บ้านของสิงเซี่ยอยู่หลายเท่า
ห้องได้รับการจัดเก็บอย่างสะอาดเรียบร้อย พื้นไม้เนื้อแข็งไร้ฝุ่นแม้แต่น้อย มองไปทางไหนก็ไม่เห็นคราบสกปรกหรือขยะสักชิ้น การได้อยู่ในสถานที่แบบนี้ทำให้อารมณ์ดีขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ
สภาพแวดล้อมในหอพักของสถาบันแม่มดดีจริง ๆ ด้วย
ร่างกายไม่รู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นจะตายอย่างก่อนหมดสติแล้ว คงเป็นเพราะน้ำอัดลมที่คุณครูให้มามีผล
นอกจากจะไม่เจ็บแล้ว สิงเซี่ยยังรู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลัง ต่อให้วิ่งรวดเดียวหลายร้อยเมตรก็คงไม่หอบ
ในเมื่อร่างกายไม่มีปัญหาแล้ว งั้นก็ลุกจากเตียงไปสำรวจบ้านใหม่ของตัวเองหน่อยดีกว่า
สิงเซี่ยเปิดผ้าห่ม แล้วขยับตัวไปที่ขอบเตียง
เท้าเล็กขาวซีดที่มีสีผิวไม่ต่างจากมือทั้งสองข้างห้อยลงจากเตียง ก่อนจะสวมรองเท้าแตะขนฟูที่วางเรียบร้อยอยู่บนพื้น คิ้วของสิงเซี่ยค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน
มีอะไรไม่ถูกต้องหรือเปล่านะ?
เขายื่นมือไปจับผมตามความเคยชิน สัมผัสที่ได้คือความนุ่มลื่นราวกับผ้าไหม...
ไม่สิ ไม่ใช่ ไม่ใช่แน่!
เขาคว้าผมสีดำที่พลิ้วไหวอยู่ตรงหางตา รวบมันมาไว้ตรงหน้า
ผมยาวเกือบถึงหน้าอก เนื้อนุ่มลื่น ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่มีทางเป็นผมที่เขาควรจะมีได้!
เดี๋ยวก่อน แล้วมือของเขาล่ะ...
ความรู้สึกไม่ดีอย่างยิ่งพลันผุดขึ้นในใจของสิงเซี่ย
เสียงพร่าเลือนในฝันนั้นกลับมาดังก้องอยู่ในหัวอีกครั้ง
การผ่าตัดสำเร็จแล้ว...
“คงไม่ใช่เรื่องจริงหรอกใช่ไหม...” เขาวิ่งลนลานไปยังกระจกเต็มตัวในห้องนอน อยากเห็นตัวเองในแบบที่คุ้นเคยที่สุด
แต่...คนที่ปรากฏในกระจกไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาคนนั้น หากเป็นเด็กหญิงตัวเล็กน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
ผมยาวสีดำทิ้งตัวลงข้างไหล่ทั้งสอง ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มประณีตราวกับตุ๊กตาทำให้ดูเป็นเด็กเรียบร้อย ดวงตาคู่โตฉ่ำวาวราวกับมีหยดน้ำเกาะอยู่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความไม่อยากเชื่อและความสับสนที่เผยอยู่ในแววตายิ่งดันความน่ารักของเธอให้พุ่งถึงขีดสุด
ถ้าได้เห็นเด็กหญิงในกระจกเมื่อวันก่อน สิงเซี่ยคงยกนิ้วโป้งชมว่า “โคตรปัง” แน่นอน
แต่...วันนี้ เด็กหญิงคนนั้นคือตัวเขาเอง
สิงเซี่ยคว้าผมของตัวเองแล้วกระชากลงอย่างแรง หนังศีรษะพลันเจ็บแปลบจนเธอเกือบร้องออกมา
ยืนยันได้แล้ว ไม่ใช่ความฝัน
ตัวเขากลายเป็นเด็กหญิงตัวเล็กผมดำที่น่ารักจนเกินพิกัดไปจริง ๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!” สิงเซี่ยหยิกแขนตัวเองแรง ๆ บังคับให้ใจเย็นลง
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นฝีมือของคุณครูคนนั้น ตอนเขาหมดสติ เธอแอบทำอะไรบางอย่างกับเขา จนทำให้เขากลายเป็นแบบนี้
มิน่าล่ะ ในเมื่อเว็บไซต์ทางการของสถาบันแม่มดระบุชัดว่าเป็นโรงเรียนหญิงล้วน คุณครูตัวแสบคนนั้นถึงไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าเขาเป็นผู้ชาย
ที่แท้ก็ใช้วิธีนี้ทำให้เป็นไปตามข้อกำหนดของโรงเรียนงั้นหรือ!
ตอนแรกฟังดูประหลาดมาก แต่พอลองคิดดูให้ดี กลับรู้สึกสมเหตุสมผลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรเสีย ตั้งแต่ที่เธอเซ็นชื่อลงในใบสมัคร เธอก็เตรียมใจรับมือกับเหตุไม่คาดฝันทุกรูปแบบไว้แล้ว
สิงเซี่ยข่มอารมณ์ที่ปั่นป่วนในใจ แล้วลองคิดในแง่ดี คะแนนสอบเข้าของสถาบันแม่มดสูงกว่าคะแนนสอบของเธอเสียอีก ที่ได้เข้าเรียนที่สถาบันแม่มดก็ถือว่าไม่ขาดทุน
ส่วนเรื่องที่กลายเป็นเด็กผู้หญิง...ถ้านี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเรียนเวทมนตร์ สิงเซี่ยก็ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้
ตราบใดที่เธอไม่พูดออกไป ก็ไม่มีใครรู้ความลับนี้!
เพียะ เพียะ!
สิงเซี่ยตบหน้าตัวเองแรง ๆ แล้วพูดกับตัวเองที่อยู่ในกระจกว่า “สิงเซี่ย เธอทำได้ ขอแค่เรียนเวทมนตร์ได้ ก็จะได้ก้าวหน้าและมีชีวิตที่ดี!”
เธอไม่มีคนใกล้ชิดนัก การเปลี่ยนแปลงสถานะมีผลกับตัวเธอคนเดียว เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรหรอก
หลังจากพยายามโน้มน้าวตัวเองได้แล้ว สิงเซี่ยก็ค่อย ๆ เดินไปที่ประตูอย่างระมัดระวัง ก่อนยื่นมือจับลูกบิด
เธอจำได้ว่าตัวเองจะได้รับการจัดสรรรูมเมต แต่เธอมาถึงสถาบันตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศผลสอบ ตอนนี้คงยังไม่มีรูมเมตหรอกมั้ง?
สิงเซี่ยกดลูกบิด แล้วชะโงกหน้าออกไปมองด้านนอกห้อง
แม่เจ้า บ้านหลังใหญ่โตอะไรขนาดนี้!
ที่พักของสถาบันแม่มดดีขนาดนี้เชียวหรือ?
ตลอดชีวิตสิบแปดปีที่ผ่านมา สิงเซี่ยไม่เคยได้สัมผัสชีวิตแบบนี้มาก่อนเลย!
ความหงุดหงิดที่ถูกบังคับพาตัวมาหายไปกว่าครึ่งในชั่วพริบตา คุณครู ถ้าบอกกันตั้งแต่แรกว่าสถาบันแม่มดมีสภาพแวดล้อมดีขนาดนี้ ฉันก็คงไม่ขัดขืนหรอกน่า
ฝีเท้าของสิงเซี่ยเบาลงโดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวว่าถ้าออกแรงมากไปจะทำข้าวของในหอพักพัง เธอเหมือนเด็กสาวบ้านนอกที่ถูกพาเข้ามาในเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองกะทันหัน จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรวางเท้าตรงไหน
ถ้ามีคนเห็นสภาพนี้เข้า คงหัวเราะเยาะเธอแน่เลยใช่ไหม?
ถ้าโชคร้ายหน่อย อาจโดนกลั่นแกล้งด้วย...
แกร๊ก!
กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้น ขณะที่สิงเซี่ยกำลังดีใจที่ตัวเองมาเร็วและไม่มีใครเห็นท่าทางน่าอายของเธอ ประตูห้องที่อยู่ไม่ไกลก็เปิดออกกะทันหัน
มีคนมาถึงเร็วเท่าฉันด้วยเหรอ?!
หัวใจของสิงเซี่ยพลันเต้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
วินาทีถัดมา ร่างหนึ่งในชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ก็เดินออกมาจากห้อง
สิงเซี่ยที่ไม่มีที่ให้หลบได้เผชิญหน้ากับเธอเข้าพอดี
เมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงักค้างเหมือนกับตัวเอง แล้วมุมปากของอีกฝ่ายก็ยกขึ้นหลังผ่านไปไม่กี่วินาที หัวใจที่สิงเซี่ยลุ้นระทึกอยู่ก็หล่นวูบจนแทบดับสนิท
ถ้าบนโลกนี้มีสถานการณ์ไหนที่แย่ยิ่งกว่าการได้รูมเมตเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ชอบรังแกคนอื่น สถานการณ์นั้นก็คงเป็นตอนนี้นี่แหละ
คนที่เดินออกมาจากห้องคือจื่อเสวี่ย
เด็กสาวอัจฉริยะที่มาสถาบันแม่มดพร้อมกับเธอ และรู้เรื่องราวในอดีตของเธอทุกอย่าง
ในวินาทีนั้น สิงเซี่ยรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
