“ชื่อ”
“สิงเซี่ย”
“วันเกิด”
“วันที่ 7 เดือน 7 ปีศักราชใหม่ที่ 63”
“ยังไม่บรรลุนิติภาวะสินะ มิน่าล่ะ ตัวเล็กนิดเดียว”
แววตาของสิงเซี่ยเลิ่กลั่ก รูปร่างแบบนี้ไม่เกี่ยวกับการบรรลุนิติภาวะสักหน่อยได้ไหม
“อืม เจอแล้ว ข้อมูลเพิ่งอัปเดตเมื่อวาน...”
รุ่นพี่ผมทองในเสื้อกั๊กสีแดงสดถือแท็บเล็ต พลางชี้โน่นชี้นี่ให้สิงเซี่ยดู ทำเอาสิงเซี่ยนึกถึงตัวเองตอนเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครสมัยเรียนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อ้อ ไม่สิ นี่ก็คือตัวเองตอนเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครนี่นา! พอเห็นคำว่า ‘อาสาสมัคร’ บนแผ่นหลังของเสื้อกั๊กตัวนั้น สิงเซี่ยก็รู้สึกว่าสถาบันแม่มดดูติดดินกว่าที่คิด
“นี่ ของขวัญต้อนรับนักศึกษาใหม่ของเจ้า ข้างในมีบัตรนักศึกษาอยู่ด้วย” รุ่นพี่คุ้ยห่อพัสดุกองหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง หยิบกล่องออกมาเปิดแล้วให้สิงเซี่ยดูของข้างใน
มีบัตรใบหนึ่งพิมพ์รูปหน้าของสิงเซี่ยไว้ เป็นประกายแวววาวราวกับมีแสงไหลเวียน อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่หน้าตาคล้ายแท็บเล็ตในมือรุ่นพี่ และหนังสือหนาแทบจะเท่าอิฐอีกเล่ม...
“นี่คืออุปกรณ์เวทมนตร์ส่วนตัว หน้าตาคล้ายโทรศัพท์มือถือข้างนอกนั่น...”
รุ่นพี่หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาอธิบายให้สิงเซี่ยฟัง
“อุปกรณ์ข้างนอกใช้ในเขตสถาบันไม่ได้ พวกเจ้าก็น่าจะสังเกตเห็นแล้วใช่ไหม?”
สิงเซี่ยกะพริบตาปริบ ๆ เธอไม่ทันสังเกตเลย ตอนถูกจับตัวไปก็ไม่มีโอกาสหยิบโทรศัพท์ติดมือมาด้วย
แต่ตอนนี้พยักหน้าไว้ก่อนแล้วกัน
“อื้ม ๆ!”
“นี่คือคู่มือกฎของสถาบัน พวกเจ้ากลับไปอ่านให้ดี มีเนื้อหาสำคัญอยู่ไม่น้อย”
“อ๋อ!”
“ก็ประมาณนี้ล่ะ เอาละ คนต่อไป”
สิงเซี่ยกอดกล่องลุกขึ้น แล้วเว้นที่นั่งให้จื่อเสวี่ย
รุ่นพี่อาสาสมัครอีกคนพาเธอไปยังบริเวณนั่งรอ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลารายงานตัวตามปกติ รุ่นพี่คนนี้จึงค่อนข้างว่าง พอสิงเซี่ยไปถึงก็ชวนคุยทันที
“จริง ๆ แล้วแค่อ่านกฎของสถาบันคร่าว ๆ ก็พอ กฎที่สำคัญที่สุดของสถาบันแม่มดเราก็คือไม่มีกฎอะไรเลย”
“อีกเดี๋ยวข้าจะพาพวกเจ้าไปปลุกพรสวรรค์ เด็กสาวที่มากับเจ้าคนนั้นดูไม่ธรรมดาเลย บนตัวนางมีไอเย็นที่ทำให้แม้แต่ข้ายังหวั่น ๆ...”
“แต่เจ้าอย่าได้ด้อยใจไป พรสวรรค์มีไว้ก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร รองอธิการบดีคนหนึ่งของสถาบันเราเป็นผู้ไร้พรสวรรค์ สุดท้ายก็ยังได้เป็นแม่มดผู้ทรงเกียรติอยู่ดี...”
รุ่นพี่พูดมาก แถมยังรัวเร็ว หัวข้อก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนสิงเซี่ยแทบไม่มีช่องให้แทรก ได้แต่ทำตัวเป็นเครื่องตอบรับไร้อารมณ์
อ่า ๆ ใช่ ๆ รุ่นพี่พูดได้ดีเหลือเกิน ฟังแล้วฉันซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเลยค่ะ
ส่วนเรื่องพรสวรรค์อะไรนั่น สิงเซี่ยไม่ได้คาดหวังมากนัก ตั้งแต่เล็กจนโตเธอไม่เคยมีอะไรโดดเด่น คำว่าเด็กเรียนเก่งก็ยิ่งไม่เกี่ยวกับเธอเข้าไปใหญ่
คนอย่างเธอจะมีพรสวรรค์แข็งแกร่งได้ยังไงกัน
“จริงสิ บางครั้งสถาบันเราก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นมาบ้าง พวกเจ้าเจอเข้าแล้วไม่ต้องตกใจ”
“หา?” สิงเซี่ยกะพริบตาอีกครั้ง เธอไม่เข้าใจที่รุ่นพี่พูดสักคำ
แต่ในวินาทีถัดมา เธอก็เห็นอาคารหลังหนึ่งที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือสถาบันระเบิดกลายเป็นดอกไม้ไฟ
ครืนโครม!
เสียงกึกก้องดังสนั่นมาถึงบริเวณที่เธออยู่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที รุ่นพี่ยกมือชี้ลงไปที่ใต้ฝ่าเท้า ม่านโปร่งใสชั้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นรอบตัวพวกนาง สกัดคลื่นเสียงไว้ได้
“นี่ไง สถานการณ์แบบนี้แหละ” รุ่นพี่กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
ไม่ใช่สิ ระเบิดแล้วนะ! ตึกกลางอากาศระเบิดทั้งหลังเลยนะ! สิงเซี่ยเบิกตากว้างแทบถลนออกจากเบ้า เธอเห็นเศษซากอาคารที่ลุกไหม้โหมกระหน่ำร่วงลงมาจากฟ้าแล้วด้วย!
“งานวิจัยก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าห้องทดลองไม่ระเบิดสักสองสามครั้ง ก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่ากำลังวิจัยเวทมนตร์หรอก”
ระหว่างที่พูดกัน สิงเซี่ยก็เห็นแม่มดชุดดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นรอบห้องทดลองที่ระเบิดออก พวกนางโบกคทาพร้อมกัน ร่ายเวทมนตร์ห่อหุ้มซากห้องทดลองเอาไว้
ท่าทางชำนิชำนาญเสียจนเหมือนทำมาแล้วหลายพันครั้ง จนกลายเป็นความเคยชินของร่างกายไปแล้ว
“ที่เพิ่งระเบิดไปคือสถาบันวิจัยพลังเวทเคลื่อนที่ ห้องทดลองของพวกนางระเบิดเล็กทุกครึ่งเดือน ระเบิดใหญ่ทุกสามเดือน ต่อไปถ้าเจ้าเห็นมันระเบิดก็อย่าตกใจล่ะ”
ระเบิดถี่ขนาดนี้เลยเหรอ? สิงเซี่ยอดกลืนน้ำลายไม่ได้ โลกเวทมนตร์แห่งนี้ดูจะแตกต่างจากที่เธอคิดไว้ไปหน่อย
“เขตนักศึกษาใหม่ตรงนี้ยังสงบดี รอพวกเจ้าเลื่อนชั้นไปปีสูง ๆ แล้วค่อยรู้ว่าความรู้สึกที่เหมือนฉลองปีใหม่ทุกวันเป็นยังไง”
รุ่นพี่หัวเราะคิกคัก
ฉลองปีใหม่ทุกวัน หมายความว่าจะได้ยินเสียงประทัดทุกวันสินะ?
ฟังดูมีความสุขจริง ๆ เลยนะ
ไม่กี่ประโยคต่อมา จื่อเสวี่ยก็ถือกล่องเดินเข้ามา เห็นได้ชัดว่าเสียงระเบิดเมื่อครู่ทำให้นางตกใจ ระยะทางแค่ไม่กี่ก้าว นางยังหันกลับไปมองหลายครั้ง
สีหน้าราวกับกำลังถามว่า ‘นี่ไม่ใช่ภาพหลอนจริง ๆ ใช่ไหม’
เมื่อเห็นสีหน้าที่หลุดการควบคุมของจื่อเสวี่ย สิงเซี่ยซึ่งปรับตัวได้ก่อนก็อดยิ้มเยาะท้าทายอีกฝ่ายไม่ได้
‘กาก!’
เธอใช้สายตาบอก
จื่อเสวี่ยถูกจ้องจนแก้มแดงเพราะโมโห
“ข้าว่าเจ้าคงได้ใจจน...”
“เอาละ ๆ ข้าจะพาพวกเจ้าไปปลุกพรสวรรค์ พวกเจ้าโชคดีที่มากันเร็ว ถ้าเป็นช่วงคนเยอะ ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสการดูแลจากรุ่นพี่ด้วยตัวเองหรอกนะ”
รุ่นพี่รีบแทรกตัวเข้าไประหว่างสิงเซี่ยกับจื่อเสวี่ย ตัดบทการปะทะของทั้งคู่
นางคว้ามือหญิงสาวทั้งสองไว้ แล้วแตะปลายเท้าครั้งหนึ่ง ก่อนพาสิงเซี่ยกับจื่อเสวี่ยทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ความรู้สึกไร้น้ำหนักที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ใจสิงเซี่ยกระตุก มือที่จับรุ่นพี่ไว้พลันออกแรงแน่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ถึงจะลอยไม่สูงนัก แต่ถ้าตกลงไปก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ!
ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า สิงเซี่ยรู้สึกว่ามือของรุ่นพี่ลื่นขึ้นมานิดหน่อย...
“ศิษย์น้องจับแน่นขนาดนี้ คิดจะกินรุ่นพี่หรืออย่างไร?”
เสียงหยอกเย้าอารมณ์ดีของรุ่นพี่ดังขึ้นข้างหู ทำให้ใบหูของสิงเซี่ยแดงเรื่อ
ลองมองจื่อเสวี่ยดูอีกที ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากเม้มแน่น มือเล็ก ๆ มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาราง ๆ ฮ่า ก็ไม่ได้ดีกว่าฉันสักเท่าไรนี่
หลังจากบินไปท่ามกลางความหวาดผวาราวห้านาที รุ่นพี่ก็พาเธอกับจื่อเสวี่ยลงจอดหน้าอาคารหลังหนึ่ง ด้านหน้าอาคารมีป้ายผ้าสีแดงผืนใหญ่ลอยอยู่ บนนั้นเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘จุดปลุกพรสวรรค์นักศึกษาใหม่’
ป้ายผ้าไม่ใช่ของจริง แต่เป็นสิ่งคล้ายภาพฉาย ไม่ว่าจะมองจากทิศทางใดก็เห็นป้ายสะดุดตาผืนนี้ได้ ช่วยป้องกันไม่ให้นักศึกษาใหม่ที่ไม่คุ้นทางหาสถานที่ไม่เจอ
ตอนนี้หน้าอาคารแทบไม่มีคน วันนี้เป็นวันที่สองหลังประกาศผล ตามปกติแล้วไม่มีนักศึกษาใหม่มาที่นี่เลย
ดังนั้นตอนรุ่นพี่พาสิงเซี่ยกับจื่อเสวี่ยเข้าไปในอาคาร ภาพที่เห็นจึงค่อนข้างชุลมุน
แม่มดทั้งเด็กและผู้ใหญ่บางคนนอนหลับอยู่บนพื้น บางคนสวมหูฟังเล่นแท็บเล็ต ยังมีอีกหลายคนนั่งล้อมโต๊ะเล่นไพ่ หนึ่งในนั้นมีแผ่นกระดาษเล็ก ๆ แปะเต็มหน้า
รุ่นพี่ถึงกับพูดไม่ออก นางหยิบคทาขึ้นมาชี้ที่ลำคอตัวเอง แล้วกระแอมเสียงดัง
เหล่าแม่มดชะงักการเคลื่อนไหว ก่อนจะหันมามองทางประตู
วินาทีถัดมา สิงเซี่ยก็ได้ประจักษ์ถึงความว่องไวของเหล่าแม่มด
เพียงไม่กี่วินาที ภาพวุ่นวายเมื่อครู่ก็หายวับไป หากเมื่อครู่เธอไม่ได้เห็นกับตาว่าเหล่าแม่มดแอบอู้งานกันอยู่ ก็คงนึกจริง ๆ ว่าพวกนางประจำตำแหน่งและเตรียมพร้อมทำงานอย่างขะมักเขม้นมาตลอด
