แสงอรุณส่องสว่างเต็มฟ้า
กลิ่นอาหารลอยออกมาจากร้านอาหารของรัฐสองข้างถนน ผสมปนเปกับกลิ่นควันถ่านและอากาศยามเช้า
ผู้คนที่ออกไปทำงานเริ่มหนาตาขึ้น เสียงกระดิ่งจักรยานดังระงมไปทั่ว
ฉินเทียนมีเงินก้อนโตที่เพิ่งได้มาหมาด ๆ ติดตัวอยู่ ในใจรู้สึกอุ่นใจ ฝีเท้าก็มั่นคงขึ้น
เขาไม่ได้รีบร้อนไปสหกรณ์จำหน่ายสินค้า เพราะที่นั่นซื้อของต้องใช้คูปอง นอกจากคูปองธัญพืชกับคูปองผ้าที่เพิ่งได้มาแล้ว ในมือเขาก็ไม่มีคูปองอุตสาหกรรม คูปองน้ำตาล หรือคูปองสินค้าอุปโภคบริโภคอะไรเลย
ต้องไปหาคูปองให้ครบที่ตลาดมืดก่อน
ด้วยความคุ้นเคย ฉินเทียนจึงมุ่งหน้าไปยังตรอกเล็ก ๆ ใกล้ตลาดอีกครั้ง
ตอนกลางวัน ที่นี่เงียบเหงากว่ากลางคืนไม่น้อย แต่ก็ยังมีคนไม่กี่คนยืนกอดอก สายตาวอกแวก เดินวนเวียนอยู่ตามมุมกำแพง พวกนี้ล้วนทำงานประเภทนี้กันทั้งนั้น
ฉินเทียนแทบไม่ต้องเสียแรง ก็พบชายชราผอมแห้งคนหนึ่งนั่งยอง ๆ ผิงแดดอยู่ข้างกำแพง ตรงหน้ามีตะกร้าเปล่าวางอยู่
เปลือกตาของชายชราหย่อนลง ราวกับกำลังหลับอยู่ แต่พอฉินเทียนเข้าใกล้ เขาก็ลืมตาขึ้นมองผ่านช่องแคบ ๆ แววตาคมกริบวาบหนึ่ง
“คุณลุง แลกคูปองหน่อยครับ” ฉินเทียนนั่งยองลง ส่งเสียงไม่ดังนัก
ชายชรากวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่พูดอะไร
ฉินเทียนล้วงธนบัตรต้าถวนเจี๋ยใบใหม่เอี่ยมสองใบออกมาจากอกเสื้อ แล้วใช้นิ้วคลึงมันอย่างไม่ใส่ใจนัก
เงินยี่สิบหยวน ในยุคนี้นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่
สายตาชายชราขยับไหว ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบพร่าว่า “เอาคูปองอะไร?”
“คูปองอุตสาหกรรม คูปองน้ำตาล คูปองสินค้าอุปโภคบริโภค คูปองขนม ถ้ามีก็เอาคูปองสบู่กับคูปองไม้ขีดไฟด้วยครับ” ฉินเทียนบอกเป็นชุด
ตอนสร้างบ้านจะซื้อพวกตะปูเหล็ก บานพับอะไรพวกนั้นต้องใช้คูปองอุตสาหกรรม ข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็ขาดคูปองไม่ได้เหมือนกัน
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งใจ
“คูปองอุตสาหกรรมหายาก ราคาสูง ส่วนอย่างอื่นคุยกันได้”
“เรื่องราคาคุยกันได้ครับ แต่ของต้องเป็นของจริง” ฉินเทียนตอบเสียงเรียบ
