ฉินเทียนหมอบอยู่หลังโขดหิน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เสียงคำรามจากอีกฝั่งของหุบเขาดังขึ้นอย่างกะทันหัน ชวนให้ขนลุกไม่น้อย
“ฟังดี ๆ แล้วไม่เหมือนเสือดาวหรือหมาป่า เสียงทั้งทุ้มทั้งแหบ แฝงความดุร้ายที่บอกไม่ถูก... ตกลงมันเป็นตัวอะไรกันแน่?” ฉินเทียนใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ฝูงหมูป่าก็ตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกัน
หมูป่าตัวผู้ที่ใหญ่ที่สุดหอบฟืดฟาด เขี้ยวมีน้ำลายห้อยย้อย ดวงตาเล็กเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังส่วนลึกของความมืด
หมูป่าตัวเล็กกว่าอีกหลายตัวเบียดรวมกันอย่างกระสับกระส่าย กีบเท้าคุ้ยดินจนเศษโคลนกระเด็นกระจาย
จู่ ๆ รอบด้านก็เงียบกริบ
เสียงดิ้นรนเมื่อครู่หายไปแล้ว เสียงคำรามก็หยุดลงเช่นกัน
เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ หวิวหวิวจนชวนให้ใจคอไม่ดี
ฝ่ามือที่กำด้ามปืนของฉินเทียนชุ่มเหงื่อ
เขาหรี่ตา อาศัยแสงจันทร์อันริบหรี่เพ่งมองไปยังอีกฝั่งของหุบเขาอย่างสุดกำลัง
มืดตึ๊ดตื๋อ มองอะไรไม่เห็นเลย
เงาพุ่มไม้เลือนราง ราวกับมีเงาผีนับไม่ถ้วนซ่อนอยู่
“บ้าชะมัด มันตัวอะไรกัน...” ฉินเทียนพึมพำในใจ
รออยู่นาน อีกฝั่งก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอีก
ฝูงหมูป่าดูเหมือนจะผ่อนคลายลงบ้าง
หมูป่าตัวผู้ตัวใหญ่ก้มหน้าลง ใช้จมูกดุนพื้นอีกสองที แต่เห็นได้ชัดว่ายังใจลอย หูยังตั้งชัน คอยเอียงไปทางฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ
โอกาสมาแล้ว
ฉินเทียนรู้ว่ารอต่อไปไม่ได้
ถ้าเจ้าตัวนั้นโผล่มาอีก หรือฝูงหมูป่าตกใจหนีไป การเดินทางครั้งนี้ก็เสียเปล่า
ฉินเทียนสูดหายใจลึก บังคับตัวเองให้เลิกสนใจอีกฝั่ง แล้วหันกลับมาจับจ้องฝูงหมูป่าตัวใหญ่ตรงหน้า
บุกเข้าไปตรง ๆ ไม่ไหวแน่
หมูป่ามีสี่ห้าตัว ในจำนวนนั้นมีตัวหนึ่งดูแล้วหนักอย่างน้อยสี่ร้อยชั่ง ถ้ามันพุ่งเข้าใส่ ต้นไม้ใหญ่ก็ยังถูกชนหักได้
ต้องหาที่ปลอดภัยกว่านี้
ฉินเทียนกวาดตามองรอบบริเวณ ก่อนจะหยุดลงที่ต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไปทางขวาด้านหลังสิบกว่าเมตร
ต้นไม้นั้นต้องใช้คนสองคนโอบ กิ่งก้านแข็งแรง ตรงจุดสูงจากพื้นสามสี่เมตรมีกิ่งใหญ่แยกออกมา
เอาต้นนี้แหละ
ฉินเทียนย่อตัว ค่อย ๆ ขยับถอยหลังไปตามขอบหินอย่างเบามือเบาเท้า
เขายังคอยจับตาความเคลื่อนไหวของฝูงหมูป่าอยู่ตลอด กลัวว่าจะเผลอทำเสียงจนพวกมันแตกตื่น
