ทำงานอย่างสงบต่อเนื่องกันมาสองวัน ฉินเทียนเกือบคิดไปแล้วว่าหลังจากเสียเปรียบในคืนนั้น ตระกูลฉินคงสงบเสงี่ยมไปสักพัก
แต่เห็นได้ชัดว่าฉินเทียนประเมินความหน้าด้านของคนบางคนต่ำเกินไป...
เมื่อถูกแรงกดดันหรือผลประโยชน์บางอย่างผลักดัน
เย็นวันนั้นหลังเลิกงาน ฉินเทียนเพิ่งเดินมาถึงปากถ้ำ ก็เห็นเงาคนลับ ๆ ล่อ ๆ นั่งยองอยู่นอกประตู ข้าง ๆ พิงบานประตูไม้ที่ทำขึ้นใหม่ แม้จะหยาบ แต่ก็ดูออกว่าเพิ่งทำเสร็จ
เป็นฉินโหย่วฝู
พอเห็นฉินเทียน ฉินโหย่วฝูก็รีบฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน สีหน้าปนเปไปด้วยความหวาดกลัว ความไม่ยินยอม และการประจบประแจง ทว่ามองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นรอยยิ้มจอมปลอม
“น้อง... ฉินเทียน กลับมาแล้วเหรอ” ฉินโหย่วฝูลุกขึ้นยืน พลางถูมือไปมา ไม่กล้ามองฉินเทียนตรง ๆ เอาแต่เหลือบมองบานประตูใหม่ “เอ่อ... ประตู พ่อ... ให้ฉันเอามาส่ง... ทำบานใหม่ตามขนาดปากถ้ำของนาย อย่างที่นายบอก...”
ฉินเทียนไม่พูดอะไร เพียงกวาดตามองบานประตู
วัสดุเป็นไม้สนธรรมดา งานทำหยาบอยู่บ้าง ตรงรอยต่อเดือยไม้ยังเห็นรอยขวานชัดเจน แต่ขนาดพอดี และพอจะนับว่าแข็งแรง
เทียบกับบานที่เขาลงมือทำอย่างประณีตก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย อย่างน้อยก็พอกันลมกันฝนได้
เมื่อเห็นฉินเทียนไม่พูด ฉินโหย่วฝูก็ยิ่งรู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี จึงฝืนใจพูดว่า “นายดูสิ... ประตูก็เอามาส่งแล้ว เรื่องก่อนหน้านี้... ก็ปล่อยไปเถอะนะ ยังไงเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน...”
เขาพูดอย่างไม่มั่นใจ เสียงเบาลงเรื่อย ๆ
“ครอบครัวเดียวกันเหรอ?” ในที่สุดฉินเทียนก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ลืมรอยนิ้วมือบนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ไปแล้วหรือไง?”
สีหน้าฉินโหย่วฝูแข็งค้าง ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะแห้ง ๆ ว่า “นั่น... ตอนนั้นก็แค่พูดเพราะโมโห ความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะตัดกันง่าย ๆ ได้ยังไง...”
