ชาวบ้านที่มามุงดูก็ค่อย ๆ ทยอยแยกย้ายกันไป ในที่สุดลานบ้านก็กลับมาเงียบสงบ เหลือเพียงคนในครอบครัวไม่กี่คน
ถังเสี่ยวอวิ๋นยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง ก้มหน้าลงเล็กน้อย เงียบไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยเสียงเบา
“ขอโทษทุกคนด้วยนะ… ฉันทำให้ที่บ้านต้องเดือดร้อนอีกแล้ว”
เสียงของเธอนุ่มนวล เจือความรู้สึกผิดและน้อยใจที่ปิดบังไว้ไม่มิด ขอบตายังคงแดงก่ำ ความขมฝาดที่เพิ่งข่มกลืนลงไปพลันเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง
แม่ของเธอเป็นคนไร้เหตุผล มาหาเรื่องถึงบ้านติด ๆ กันหลายครั้ง ทำให้คนทั้งบ้านต้องพลอยเป็นห่วงไปด้วย ในใจเธอจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ถ้าลู่อี้หมิงได้รับบาดเจ็บเพราะเรื่องนี้ เธอคงโทษตัวเองอย่างหนัก
พี่สะใภ้สี่ หลี่ถิงรีบเดินเข้ามาเป็นคนแรก ยื่นมือมากุมมือเธอไว้แน่น พลางตำหนิอย่างเอ็นดูว่า “พูดอะไรโง่ ๆ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะมีเรื่องเดือดร้อนอะไรกัน”
พี่สะใภ้สาม ซุนถิงฟางเดินเข้ามาเช่นกัน แล้วตบหลังถังเสี่ยวอวิ๋นเบา ๆ “เธอนี่จิตใจดีเกินไป มีเรื่องอะไรก็เอามาแบกไว้กับตัวเองหมด เรื่องวันนี้พวกนั้นเป็นคนก่อขึ้นเอง เธอไม่ได้ผิดอะไรสักนิด”
พี่สะใภ้รอง เชียนหวันโหรวเอ่ยเสียงเบาว่า “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวเดียวกันก็ต้องช่วยกันแบกรับ ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร ส่วนคนที่ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันต่างหาก ถึงต้องมานั่งแยกว่าใครสร้างความเดือดร้อนให้ใคร”
คำปลอบโยนอบอุ่นทีละประโยคซึมลึกเข้าไปในใจถังเสี่ยวอวิ๋น ช่วยคลายความน้อยเนื้อต่ำใจในใจเธอให้จางลง
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองบรรดาพี่สะใภ้ที่ล้อมอยู่รอบตัวและจริงใจกับเธอ ก่อนจะพยายามยิ้มบาง ๆ ออกมา
ตอนนั้นเอง ลู่อี้หมิงเดินผ่านข้างตัวเธอ ยกมือขึ้นตบไหล่เธอเบา ๆ น้ำเสียงผ่อนคลายเจือแววหยอกล้อ “คราวหน้าถ้าฉันได้ยินเธอพูดขอโทษแบบนี้อีก ฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
ถังเสี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย เงยหน้ามองเขาอย่างงุนงง ยังไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร
ลู่อี้หมิงพูดติดตลกว่า “ถ้ายังกล้าพูดอีก ฉันจะตีเธอสักที พี่สะใภ้ทั้งหลายอยู่ตรงนี้ ห้ามมาขวางฉันนะ อย่าหาว่าฉันไม่มีเหตุผลก็แล้วกัน”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศอึมครึมก็พลันถูกทำลายลง
