จงเย่าเหยาครุ่นคิดอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงกรีดร้องของระบบ
จะปล่อยให้ซางจี๋โม่เข้ามาทักไม่ได้ เฉิงเหราดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไร ถ้าพูดหลุดปากขึ้นมา เธอได้จบเห่แน่
แล้วผู้ชายที่อยู่ข้างซางจี๋โม่คนนั้นเป็นเพื่อนเขาหรือเปล่า? ถ้าเป็นคนในแวดวงเดียวกัน จะจำเธอได้ไหมนะ?
จงเย่าเหยาลุกพรวดขึ้นมา “ขอโทษนะคะ พอดีเห็นคนรู้จัก ขอไปคุยกับเขาสักหน่อย”
เฉิงเหรามองตามสายตาของเธอไป แล้วก็สบเข้ากับแววตาไม่เป็นมิตรของซางจี๋โม่พอดี
เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง “คุณหนูจง นั่นใครเหรอครับ?”
ซางจี๋โม่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นาน เฉิงเหราจึงไม่เคยเจอเขามาก่อน จงเย่าเหยาโกหกกลบเกลื่อนว่า “ลูกพี่ลูกน้องฉันค่ะ”
“เขาอยู่ต่างประเทศมาตลอด ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกันที่นี่ บังเอิญจริง ๆ ฮ่า ๆ”
เฉิงเหราถูกเธอพูดจนมึนไปหมด “งั้นก็ต้องไปทักทายกันให้หายคิดถึงสิครับ”
“ผมไปทักทายพี่ชายคุณด้วยดีไหม?”
นี่คุณบ้าหรือไง จงเย่าเหยากดเขาให้นั่งลง “ลูกพี่ลูกน้องฉันไม่ค่อยคุ้นกับคนแปลกหน้า แถมยังไม่ค่อยเป็นมิตรด้วย คุณรออยู่ตรงนี้เถอะค่ะ”
สายตาเย็นเยียบราวกับมีหนามทิ่มแทงแผ่นหลัง เฉิงเหราบ่นในใจว่า ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ขี้อายเกินไปแล้ว จะบอกว่าอยากฆ่าคนยังไม่เกินจริงเลย
เขายอมแพ้ทันที “ไปเถอะครับ คุยกับพี่ชายให้เต็มที่ ผมรออยู่ตรงนี้”
จงเย่าเหยาเดินไปหยุดข้างซางจี๋โม่ แล้วลดเสียงลง “เราออกไปคุยกันข้างนอกคาเฟ่เถอะค่ะ”
ซางจี๋โม่พยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินตามเธอไป
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน? เจียงฮ่าวซือยืนอยู่กับที่ มองซ้ายทีขวาที อ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็รู้กาลเทศะ เดินไปชมงานทั่วหอศิลป์แทน
