บิดาจงสูบบุหรี่ต่ออีกสองสามคำ ก่อนจะดับก้นบุหรี่แล้วเอ่ยขึ้นในที่สุด “ก่อนหน้านี้ลูกก็รู้ใช่ไหมว่าพี่สาวของลูกมีสัญญาหมั้นหมายกับคุณชายตระกูลซาง”
“ฉันเพิ่งรู้ไม่นานมานี้เองว่านั่นไม่ใช่สัญญาหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ เป็นแค่คำพูดหยอกล้อที่คุณปู่กับคุณปู่ซางพูดกันเล่น ๆ ตอนยังหนุ่ม”
“คุณปู่พูดเรื่องนี้ติดปากอยู่บ่อย ๆ เลยทำให้เกิดความเข้าใจผิด พ่อคิดว่าเด็กสองคนนั้นหมั้นกันจริง ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก”
บิดาจงถอนหายใจ สีหน้าดูเหมือนจะรู้สึกผิดมาก “ตอนนี้คุณชายตระกูลซางโกรธมาก อยากตัดขาดกับพี่สาวของลูก รวมถึงตระกูลจงของเราด้วย”
จงเย่าเหยาเบ้ปาก พลางนินทาในใจ
หน้าหนาเสียจริง ทั้งที่ตัวเองเป็นคนกุข่าวลือเพื่อผลประโยชน์ พอโดนจับได้ยังมาหาข้อแก้ตัวปกปิดความอับอายต่อหน้าลูกสาวอีก
จงเย่าเหยาคิดว่าตัวประกอบหญิงคงปล่อยวางได้แล้ว
บิดาจงไม่ได้รักเธอ และไม่ได้รักจงมู๋เอ๋อร์ด้วย ไม่อย่างนั้นจะหลอกลูกสาวในเรื่องสำคัญกับชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร
เขามั่นใจขนาดนั้นเลยหรือว่าซางจี๋โม่จะต้องตกหลุมรักจงมู๋เอ๋อร์ เล่นละครหลอกกันไปมาแล้วจะกลายเป็นรักจริง จนลืมเรื่องบาดหมางได้?
เธอสงสัยจริง ๆ ว่าบิดาจงได้บทมาอ่านหรือเปล่า
ระบบเอ่ยขึ้นอย่างเนือย ๆ “บางทีคนรอบตัวนางเอกอาจรู้สึกในจิตใต้สำนึกว่าเธอควรได้รับความรักจากทุกคน”
ถ้านางเอกเป็นคนดีมาก เธอย่อมสมควรได้รับความรักจากผู้คนมากมาย แต่ดูจากตอนนี้ จงมู๋เอ๋อร์ยังไม่แสดงให้เห็นเลยว่าเป็นคนเช่นนั้น
“นี่มันเหลวไหลเกินไปแล้ว” จงเย่าเหยาพึมพำเสียงเบา
เห็นได้ชัดว่าบิดาจงไม่สังเกตเห็นแววเยาะเย้ยในดวงตาของจงเย่าเหยา จึงพูดต่อว่า “เย่าเหยา ในเมื่อลูกกับเฉิงเหราเข้ากันได้ดี งั้นก็รีบหมั้นกันเถอะ”
