ถึงเวลาอาหารกลางวัน กลิ่นหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น ทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะอาหาร
จงเย่าเหยากัดซี่โครงพลางพยักหน้าหงึก ๆ ชมเสียงอู้อี้ว่า “อร่อย”
แววตาซางจี๋โม่เผยรอยยิ้มจาง ๆ เขายกชามซุปของเธอขึ้นมาตักซุปใส่ถ้วยเล็ก วางไว้ข้างมือ จากนั้นก็แกะกุ้งสองสามตัวใส่จานแล้วเลื่อนมาตรงหน้า ใช้นิ้วแตะข้อมือเธอเบา ๆ เป็นสัญญาณให้กิน
คุณตาที่นั่งฝั่งตรงข้ามเหลือบมองภาพนั้น ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “คุณชายบ้านรวยช่วงแรก ๆ ก็เอาอกเอาใจดูแลกันแบบนี้ทั้งนั้น พอจีบติดแล้วก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก”
จะทำลายกำลังใจแฟนหนุ่มที่กำลังขยันทำคะแนนได้ยังไงกัน! จงเย่าเหยากำลังจะอ้าปากเถียง แต่ซางจี๋โม่ก็กดมือเธอไว้ใต้โต๊ะเบา ๆ
“คุณตาพูดถูกครับ ผมจะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน คนที่ใช้ชีวิตส่วนตัวเหลวแหลกและมีนิสัยแย่แบบนั้น ตระกูลซางของเราไม่เคยเห็นดีด้วยอยู่แล้ว ตอนทำธุรกิจก็ไม่ชอบเข้าไปพัวพันกับคนแบบนี้ครับ”
จงเย่าเหยาตกตะลึง
สมกับเป็นพระเอกซีอีโอผู้เชี่ยวชาญเกมเจรจา เลือกประเด็นที่ใช้เหน็บพ่อจงได้อย่างแม่นยำ แถมยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้อีกด้วย
คำพูดแฝงนัยของซางจี๋โม่เรียกเสียงเห็นพ้องจากทุกคนบนโต๊ะทันที
ความอัดอั้นที่คุณตาสะสมมานานถูกกระตุ้นขึ้นมา เขาส่งเสียงฮึดฮัดอย่างแรง “นิสัยอย่างนั้น สักวันฟ้าคงลงโทษเขาเอง!”
คุณยายเอ่ยถาม “เสี่ยวซาง ทางบ้านรู้เรื่องของเย่าเหยาแล้วหรือยัง?”
