“ขอบคุณศิษย์พี่ที่เตือน ข้าอยากลองดูสักครั้ง” เจียงอู่จี้ประสานมือพลางยิ้ม ก่อนหมุนกายมุ่งหน้าไปทางขึ้นเขา
“คำพูดดี ๆ ยากจะเกลี้ยกล่อมผีที่รนหาที่ตายได้หรอก~” ศิษย์รับใช้ชราถอนหายใจเมื่อเห็นเช่นนั้น ส่ายหน้าแล้วหันหลังจากไป
ช่างเถิด ข้าววิญญาณสิบชั่งก็ได้มาแล้ว อย่างไรเสียเขาก็คงเอามาให้มากกว่านี้ไม่ได้
เจียงอู่จี้กำลังจะขึ้นเขา ทว่าเพิ่งก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก ก็ได้ยินเสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังมาจากข้างหู
เพราะตอนนี้เจียงอู่จี้บรรลุขั้นรวมพลังชั้นเจ็ดแล้ว ประสาทการได้ยินจึงว่องไวยิ่ง
เขาจึงมุ่งหน้าไปยังต้นเสียง
ไม่นานนัก เจียงอู่จี้ก็เห็นท่านเซียนเฉินอยู่ท่ามกลางกออ้อริมแม่น้ำ ใบหน้าแดงก่ำ...
เสื้อผ้าของนางหล่นลงมาอยู่บนหัวไหล่ เผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนและไหปลาร้าอย่างชัดเจน นางกัดริมฝีปากล่าง สีหน้าเปี่ยมสุข ทั้งยังส่งเสียงหอบหายใจเป็นระยะ
ส่วนใต้ร่างของนางคือศิษย์รับใช้คนหนึ่ง...
“สวรรค์ กลางวันแสก ๆ เช่นนี้...” เจียงอู่จี้รีบย่อตัว ซ่อนอยู่ในกออ้อ ไม่กล้าโผล่หน้าออกไป
ท่านเซียนเฉินผู้นี้ช่างใจกล้าเกินไปแล้ว!
ไม่สิ ว่าแต่ศิษย์หญิงจากสำนักที่มีชื่อเสียงและเที่ยงธรรม จะทำเรื่องเช่นนี้กลางวันแสก ๆ ได้ด้วยหรือ?
“อืม? เฮ้! เฮ้!”
ในตอนนั้นเอง ท่านเซียนเฉินขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนอย่างฉุนเฉียว ก่อนเตะศีรษะศิษย์รับใช้คนนั้น “ตายแล้วหรือ? ไม่เคยเห็นคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าเลย!”
‘ตายแล้ว?’ เจียงอู่จี้ชะงัก ดูท่าชายผอมดำคนนั้นคงตายใต้ดอกโบตั๋นเช่นกัน คงถูกสูบเลือดจนแห้งเป็นแน่
มิน่าเล่า ทั้งที่ตนไม่มีพลังบำเพ็ญเพียร ท่านเซียนเฉินยังยืนกรานให้ไปหานางในห้อง
ที่แท้เป้าหมายของนางคือเลือด ไม่ว่าจะมีพลังวิญญาณหรือไม่ ขอเพียงมีเลือดก็พอ
“ไร้ประโยชน์!”
ท่านเซียนเฉินลองตรวจลมหายใจของศิษย์รับใช้ เมื่อแน่ใจว่าเขาตายจริงแล้วก็สวมเสื้อผ้า ก่อนหันหลังจากไปและเดินผ่านเจียงอู่จี้ไป
เมื่อนางจากไปแล้ว เจียงอู่จี้จึงย่องเข้าไปตรวจดู
สภาพศพของศิษย์รับใช้ผู้นั้นไม่ต่างจากชายผอมดำจริง ๆ ริมฝีปากม่วงคล้ำ ใบหน้าซูบตอบ ร่างกายแห้งเหี่ยว คิดว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นศพแห้ง
เจียงอู่จี้ค้นตัวเขา พบแก่นยาพิษสามเม็ดกับข้าววิญญาณหนึ่งชั่ง จึงเก็บของเหล่านั้นแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
“เจียงอู่จี้! เจียงอู่จี้! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ขณะที่เจียงอู่จี้กลับมาถึงบันไดอีกครั้งและกำลังจะขึ้นเขา เสียงแหลมของท่านเซียนเฉินก็ดังมาจากไม่ไกล
เขาหันกลับไปมอง เห็นท่านเซียนเฉินเหยียบใบไม้ขนาดใหญ่เหาะมา ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะ นางร่อนลงถึงพื้นก็ถีบเจียงอู่จี้จนล้มคว่ำ เครื่องมือในมือกระจายเกลื่อน
“ทะ...ท่านเซียนเฉิน มีเรื่องอันใดหรือ?”
เจียงอู่จี้ถูกท่านเซียนเฉินเหยียบคอไว้ ในใจตื่นตระหนก หรือเรื่องที่แอบมองจะถูกจับได้แล้ว?
ทว่าไม่นานเจียงอู่จี้ก็สงบสติอารมณ์ลง บริเวณนี้ไร้ผู้คน ท่านเซียนเฉินมีเพียงขั้นรวมพลังชั้นห้า ยามนี้นางมิใช่คู่มือของเขา หากบีบคั้นกันนัก อย่างมากก็ฆ่านางเสีย!
“มีเรื่องอันใดหรือ? เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีก!” ท่านเซียนเฉินคว้าคอเสื้อเจียงอู่จี้ ก่อนพาเขาเหยียบใบไม้ทะยานขึ้นไป
เมื่อนางกลับมาถึงบริเวณที่เจียงอู่จี้กำลังกำจัดวัชพืช ก็โยนเขาจากความสูงสองจั้งลงไปในนาข้าววิญญาณ
เจียงอู่จี้ยังไม่ทันลุกขึ้น ก็พบว่าข้างกายมีสตรีสามนางยืนอยู่ แต่ละคนมีรูปร่างหน้าตางดงามกว่าท่านเซียนเฉิน และพลังวิญญาณของพวกนางก็ลึกล้ำเกินหยั่งสำหรับเจียงอู่จี้ในยามนี้
สตรีชุดขาวที่ยืนอยู่ตรงกลางหิ้วเจียงอู่จี้ขึ้นจากพื้นอย่างแรง พลางกล่าวเสียงดุดัน “เจ้าคือเจียงอู่จี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่...ข้าเอง” เจียงอู่จี้พยักหน้า
“ไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อย? เฉินชิ่น เจ้าไม่ได้หาคนส่งเดชมาโป้ปดข้ากระมัง?” สตรีชุดขาวหันไปถามท่านเซียนเฉินที่เพิ่งลงถึงพื้น
ที่แท้นางชื่อเฉินชิ่น
“เรียนท่านเซียนเซี่ย เฉินชิ่นมิกล้า นาข้าววิญญาณสองผืนนี้อยู่ในความดูแลของเขาจริง ๆ” เฉินชิ่นรีบคำนับ
“พูดมา! เจ้าทำอะไรกับนาข้าววิญญาณผืนนี้!” ท่านเซียนเซี่ยได้ยินดังนั้นก็สะบัดเจียงอู่จี้ออกไปทันที ร่างเขากระแทกเข้ากับต้นไม้ไม่ไกล
เจียงอู่จี้รู้สึกปวดแปลบที่แผ่นหลัง แน่นหน้าอกจนกระอักเลือดออกมาคำใหญ่
เขาเงยหน้ามอง เห็นนาข้าววิญญาณตรงหน้าเต็มไปด้วยวัชพืช ยาวิเศษที่เคยอยู่ตรงนั้นถูกวัชพืชกลืนกินจนหมด กลายเป็นแปลงวัชพืชไปแล้ว!
“ท่านเซียนเซี่ย ข้า...ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้?” เจียงอู่จี้รีบตรวจดูหญ้าวิญญาณข้างเท้า พบว่ามันกลายเป็นวัชพืชธรรมดาไปแล้วจริง ๆ
“ยังกล้าแก้ตัวอีก! เมื่อวานนาข้าววิญญาณยังดี ๆ อยู่ วันนี้หลังจากเจ้ากำจัดวัชพืชก็กลายเป็นเช่นนี้ หากมิใช่เจ้าทำแล้วจะเป็นผู้ใด!” เฉินชิ่นก้าวเข้ามา ถีบเจียงอู่จี้จนกลิ้งไปหลายตลบ
เขากลิ้งไปหยุดอยู่แทบเท้าท่านเซียนเซี่ยอีกครั้ง
“เจ้าเป็นใคร? เป็นสายลับจากสำนักใดที่ส่งมา? เหตุใดจึงทำลายนาข้าววิญญาณของพวกเรา? พูดมา!” ท่านเซียนเซี่ยจ่อกระบี่ที่ลำคอเจียงอู่จี้ กรีดเป็นรอยเลือด ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง
เจียงอู่จี้อดกระตุกมุมปากไม่ได้ “มิใช่ข้า ไม่ใช่ข้าจริง ๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า!”
“ยังปากแข็งอีก!” ท่านเซียนเซี่ยได้ยินดังนั้นก็ชูกระบี่ในมือขึ้น หมายจะบั่นศีรษะเจียงอู่จี้
ทั้งที่หน้าตางดงามยิ่ง เหนือกว่าเฉินชิ่นมาก แต่ความโหดเหี้ยมกลับเหนือกว่าเฉินชิ่นเช่นกัน!
“ชิงหลวน หยุดมือ”
เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งขัดจังหวะท่านเซียนเซี่ยชิงหลวน
ทุกคนหันไปมองบนท้องฟ้า สตรีชุดม่วงนางหนึ่งเหาะกระบี่มา ก่อนร่อนลงข้างพวกเขาอย่างแผ่วเบาและเก็บกระบี่
“ท่านคือ...” เมื่อเจียงอู่จี้เห็นนาง รูม่านตาก็หดวูบ
“หืม?” สตรีชุดม่วงเห็นเจียงอู่จี้เช่นกัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้น “เจียงอู่จี้? ใช่เจ้าหรือไม่?”
“ท่านเซียนหยวน!” เจียงอู่จี้พยักหน้ารัว
นางคือท่านเซียนหยวนที่เคยมอบป้ายให้เขาในคราวนั้น!
ผู้ช่วยชีวิตมาแล้ว!
เฉินชิ่นเห็นท่านเซียนหยวนมาถึง สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ก่อนหน้านี้เจียงอู่จี้เคยเล่าเรื่องท่านเซียนหยวนให้นางฟัง ทั้งยังมีป้ายของท่านเซียนหยวนอยู่กับตัว
หากเขาบอกท่านเซียนหยวนเรื่องที่นางแย่งป้ายไป คงแย่แน่!
“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” ท่านเซียนหยวนย่อตัวลงตรงหน้าเจียงอู่จี้ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา แล้วเช็ดเลือดที่มุมปากให้เขาอย่างอ่อนโยน
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาจากกายนาง เมื่อนางโน้มตัวลง ไหปลาร้าและส่วนโค้งอวบอิ่มก็ปรากฏแก่สายตา ทำให้เจียงอู่จี้ใจลอยไปชั่วขณะ “มะ...ไม่เป็นไร ขอบคุณท่านเซียนหยวน”
“ศิษย์พี่รู้จักคนผู้นี้หรือ?” ชิงหลวนเห็นดังนั้นจึงถาม
“เมื่อหลายปีก่อน ข้าบาดเจ็บอยู่ใต้เขา และเขาเป็นผู้ช่วยชีวิตข้าไว้” ท่านเซียนหยวนพยักหน้า ก่อนหันไปมองชิงหลวน “ยังไม่รีบขอโทษอู่จี้อีกหรือ?”
“ศิษย์พี่! คนผู้นี้ทำลายนาข้าววิญญาณไปสองผืน ต่อให้เขาเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตท่าน ก็ไม่ควรตามใจเขาเช่นนี้กระมัง?” ชิงหลวนได้ยินว่าต้องขอโทษคนไร้ประโยชน์เช่นนี้ ก็ร้อนใจขึ้นมา
“คนที่ไม่มีพลังวิญญาณ จะทำลายนาข้าววิญญาณทั้งผืนได้ในชั่วพริบตาอย่างไร?” ท่านเซียนหยวนไม่ได้โกรธ เพียงมองชิงหลวนแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“นี่...นี่...” ชิงหลวนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ศิษย์พี่เซี่ย ก่อนหน้านี้เจียงอู่จี้ตรวจวัดรากวิญญาณที่ใต้เขา เป็นรากวิญญาณกลืนกิน เขาไม่อาจฝึกบำเพ็ญได้ ดังนั้นย่อมไม่มีทางซ่อนพลังวิญญาณไว้แน่”
เฉินชิ่นรีบช่วยพูดแทนเจียงอู่จี้จากด้านข้าง
ขณะเดียวกัน นางก็เดินมาข้างกายเจียงอู่จี้อย่างรวดเร็ว แสร้งช่วยพยุงเขาลุกขึ้น พลางกระซิบเสียงเบาว่า “กล้าแพร่งพรายเรื่องป้าย ข้าจะสู้ตายกับเจ้า เดี๋ยวนี้ข้าฆ่าเจ้าเสียเลย!”
