สายน้ำไหลรินเอื่อย ๆ ธารน้ำเย็นฉ่ำชะล้างความหนาวเหน็บเสียดกระดูกที่รอบดวงตาให้จางหายไป
ยามกลับมามองเห็นอีกครั้ง ฉู่มู่หรานก็ผ่อนลมหายใจยาว ใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดีราวกับรอดพ้นจากหายนะ
“สวรรค์! นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ารู้สึกว่า การมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ช่างเป็นความสุขเหลือเกิน!”
องค์รัชทายาทฉู่มู่เหยียนที่อยู่ข้าง ๆ พลอยเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง จึงพยักหน้าช้า ๆ “ข้าเห็นด้วย”
เมื่อองค์รัชทายาทผู้เป็นเสด็จพี่พยักหน้าเห็นด้วยกับตน ฉู่มู่หรานก็ลอยละล่องขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้รถม้าพลิกคว่ำจนเกิดความวุ่นวาย โชคดีที่สารถีกับลู่จิ้งเซียวช่วยกันประคององค์ชายทั้งสอง ซึ่งถูกยาหม่องสะระแหน่แสบตาจนตาบอดชั่วคราว ไปยังลำธารเพื่อล้างยาหม่องออกจากดวงตา ในที่สุดจึงกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
เมื่อคลื่นลมสงบลง ฉู่เหยียนเหยียนมองล้อรถที่พังจนใช้การไม่ได้ข้างทางด้วยสีหน้าแทบร้องไห้
“รถม้าพังหมดแล้ว วันนี้พวกเราจะกลับเข้าเมืองอย่างไรดี?”
สารถีประสานมือค้อมกาย กล่าวอย่างรอบคอบว่า “ท่านหญิงจวิ้นจู่ องค์ชาย ไม่สู้ให้ข้าน้อยเดินกลับตำหนักบูรพาไปส่งข่าว พรุ่งนี้ค่อยพาคนมารับทุกท่านดีหรือไม่ขอรับ”
ฉู่เหยียนเหยียนลังเลเล็กน้อย “เดินกลับไป... ไกลมากหรือไม่?”
“ไม่เป็นไรขอรับ!” สารถีกล่าวด้วยสีหน้าซื่อ ๆ มั่นใจ “ข้าน้อยเติบโตในชนบท ระยะทางแค่นี้ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ แค่ยี่สิบลี้เท่านั้น ข้าน้อยเดินไปกลับทุกวันจนชินแล้วขอรับ!”
【ระบบ: ขอเตือนเจ้าของร่าง ระยะทางยี่สิบลี้ในสมัยโบราณเท่ากับสิบกิโลเมตรในยุคปัจจุบัน】
【ฉู่เหยียนเหยียน: !!!】
【สิบกิโลเมตร? ช่างเถอะ ๆ ฉันไม่เดินเด็ดขาด รอคนมารับอย่างว่าง่ายดีกว่า】
ฉู่เหยียนเหยียนยิ้มอย่างอ่อนโยนทันที “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว”
องค์รัชทายาทปลอบนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไร ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากที่ดินของอ๋องรุ่ย พวกเราพักค้างคืนที่เรือนนอกเมืองสักคืนก่อน ย่อมไม่มีปัญหา”
