หลังจากหลิวอันไล่เขากลับ ฟางไป๋ก็จำต้องกลับบ้านคนเดียว
เขาค้นกล่องที่บ้านดู โอสถควบแน่นน้ำค้างแข็งที่ตุนไว้ก่อนเข้าสู่ขั้นเปิดชีพจรยังเหลืออีกสามขวดกว่า ๆ คาดว่าน่าจะพอกินได้แค่หนึ่งสัปดาห์ พอเช็กยอดเงินในโทรศัพท์แล้ว ก็แทบไม่เหลืออะไรเลย พอแค่กินข้าวประทังชีวิตเท่านั้น
รวมค่าท้าประลองที่จ้าวอี้หมิงกับสวี่ถงให้มาแล้ว ก็เพิ่งจะเกิน 2,000 เหรียญวิญญาณนิดหน่อย ยังซื้อโอสถดี ๆ สักขวดไม่ได้ด้วยซ้ำ
ฟางไป๋นั่งอยู่บนเตียง พลางสำรวจทรัพย์สินที่มีอย่างละเอียด ยังเหลือผงไขกระดูกเย็นอีกสองขวด ไว้ค่อยกินตอนทะลวงเส้นชีพจรวิญญาณที่แปด กินตอนนี้ก็สิ้นเปลืองเกินไป
สรุปแล้วก็ “จน!”
จนเสียจนฟางไป๋อยากเอาวิชาต่อสู้ไปขาย วิชา “วายุเหมันต์หิมะ” เป็นของที่โรงเรียนให้มา ขายไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงโดนเหล่าเหลียงอัดจนเละเป็นโจ๊กแน่
ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่ “เคล็ดพิทักษ์ภูผาชิงซวง” นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางไป๋เปิดดูนับตั้งแต่ได้เคล็ดวิชานี้มา
ตัวอักษรลึกลับปรากฏขึ้นทีละช่วงในห้วงความคิดของฟางไป๋
“เจตจำนงแห่งภูผาเย็น พิทักษ์ภูผาไว้ เคลื่อนภูผายาก” ฟางไป๋มองตัวอักษรในห้วงความคิดด้วยสีหน้ามึนงง
นี่มันอะไรกัน อ่านไม่เข้าใจเลย! ไม่มีแผนภาพการโคจรของพลังวิญญาณตามเส้นชีพจร ไม่มีเคล็ดใจความสำคัญ และไม่มีภาพจินตนาการในจิต
อักษรสีขาวราวหิมะเก้าตัวสลักอยู่ในทะเลจิตสำนึกของฟางไป๋เช่นนั้น เปล่งแสงสีขาวเรืองรอง และแผ่ความเย็นสบายเข้ามาในห้วงความคิดเป็นระยะ
