เมื่อละทิ้งจินตนาการทั้งหมดไป ฟางไป๋ก็ยังคงทบทวนเคล็ดลับการทะลวงขั้นกลั่นปราณอย่างจริงจังอีกรอบ
จากนั้นเขานั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง กลืนยาอารักขาเส้นชีพจรลงไป แล้วถือไขกระดูกเย็นไว้ในมือ เมื่อเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว จะเป็นม้าหรือลาก็ต้องพิสูจน์กันคราวนี้
ฟางไป๋เพ่งมองเข้าไปในร่าง เห็นเส้นชีพจรวิญญาณใสกระจ่างราวผลึก จุดเริ่มต้นของขั้นกลั่นปราณในร่างเขาคือ “หิมะซงซาน” ปราณแห่งมรรคาสายนี้ถูกเขาขัดเกลาจนหลอมรวมเข้าไปในเส้นชีพจรวิญญาณของตนแล้ว
ตอนนี้เส้นชีพจรวิญญาณทั้งแปดสายต่างแผ่กลิ่นสนออกมา พร้อมไอเย็นบางเบา ไอน้ำในอากาศแปรเปลี่ยนเป็นหิมะไม่ขาดสาย เกล็ดหิมะร่วงลงบนบ่าของฟางไป๋ทีละน้อย
เขากลั้นหายใจเข้าออกอยู่เช่นนั้นพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ถึงเวลาแล้ว” ฟางไป๋เริ่มเดินลมปราณตามเคล็ดฝึกบำเพ็ญพื้นฐาน เขาเคยถามจางถูเกี่ยวกับเคล็ดวิชาขั้นกลั่นปราณที่สอดคล้องกับปราณเย็น
แต่ถูกปฏิเสธทันควัน ไม่ใช่ว่าสถานศึกษาไม่ยอมให้ เพราะถึงอย่างไรเคล็ดวิชาขั้นกลั่นปราณชุดหนึ่งก็ไม่ได้มีราคาแพงนัก แถมยังใช้ซ้ำได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีเคล็ดวิชาพื้นฐานเล่มไหนใช้ได้ดีเท่า “เคล็ดบำเพ็ญขั้นพื้นฐาน” เล่มนี้
ในบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นไท่หยางเจินจวินรวบรวมวิชานับหมื่น หวังชี้แนะสรรพชีวิตทั่วหล้า แต่เคล็ดวิชากลับปะปนไร้ระเบียบ คุณภาพแตกต่างกัน ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีพรสวรรค์ทึบตัน ต่อให้มอบเคล็ดวิชาอัศจรรย์ลึกล้ำให้ก็เรียนไม่รู้เรื่อง ได้แต่ตาลายมืดแปดด้าน
ในที่สุด ไท่หยางเจินจวินครุ่นคิดนับพันนับหมื่นครั้ง ก่อนมุ่งหน้าไปยังแดนเทพสว่างสิบทิศ เพื่อขอ “มหามรรคาอิสระอันเร้นลับ” จากซื่อตู่ ว่ากันว่าตอนแรกเจ้าลัทธิซื่อไม่ยินยอม จึงถูกซ้อมเสียยกหนึ่งถึงค่อยยอมตกลงด้วยความยินดี จากนั้นท่านยังอ่านคัมภีร์พิสดารของสำนักเซียนทั่วหล้าอย่างแตกฉาน ประกอบกับผลแห่งมรรคาสุริยันคอยเกื้อหนุน
