ฟางไป๋ค่อย ๆ เก็บงำลมหายใจรอบกาย มือกำแผ่นหยกในฝ่ามือไว้แน่น แววตาฉายความแน่วแน่และเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
เขายกมือขึ้นช้า ๆ แล้วค้อมคำนับบ้านหินเรียบง่ายทั้งสี่หลังอย่างลึกซึ้ง ท่วงท่าตรงสง่า สีหน้าเปี่ยมศรัทธา
“ผู้น้อยฟางไป๋จะสืบทอดมรดกและปณิธานของผู้อาวุโส”
“หากชาตินี้ต้องมุ่งสู่ดินแดนนอกพิภพ ผมจะปกป้องแผ่นดินมนุษย์ ไม่ทำให้ชื่อเสียงของผู้อาวุโสต้องมัวหมอง และไม่ทำให้ผู้คนทั่วหล้าผิดหวัง”
เมื่อคำนับเสร็จ ฟางไป๋ก็เก็บแผ่นหยกใส่อกเสื้ออย่างระมัดระวัง ซุกซ่อนไว้แนบกายเป็นอย่างดี
สายลมยามค่ำพัดผ่านลานของอารามชิงเฟิง โบกไหวต้นไม้ใบหญ้าตรงชายคาเก่าโทรม ราวกับมีเสียงสะท้อนที่มองไม่เห็นตอบรับแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงบและขรึมขลัง
หลังฟางไป๋ตอบคำ แผ่นหยกก็เปล่งแสงระยิบระยับขึ้นอีกครั้ง แสงจันทร์ถูกดึงเข้ามารวมเป็นสาย ค่อย ๆ ลอยมาหยุดตรงหน้าเขา ก่อนจะก่อตัวเป็นหยาดจันทราสีขาวบริสุทธิ์
เมื่อมองผ่านหยาดจันทราใสกระจ่าง ฟางไป๋ราวกับได้ยินเสียงมากมาย และเห็นภาพเหตุการณ์หลายช่วง
“ศิษย์พี่ พวกเราบำเพ็ญปราณเย็นแบบนี้ จะมีอนาคตจริงหรือ?”
“ฮึ! ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล เหตุใดจะไม่มีทางสร้างผลงานได้ ต่อให้เป็นมรรคสืบทอดที่ใคร ๆ ต่างไม่เห็นค่า ข้าก็จะฝ่าฟันเส้นทางอันกว้างใหญ่ของตนออกมาให้ได้”
“อื้ม ศิษย์พี่ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน” หญิงสาวในชุดนักพรตสีเขียวมีแววอ่อนโยนในดวงตา เธอมองใบหน้าแน่วแน่ของชายหนุ่ม รอยยิ้มตรงมุมปากยิ่งกว้างขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
นับแต่นั้นมา ทั้งสองมักถกมรรค บำเพ็ญเพียร ปลูกพืชและเดินปราณด้วยกันบ้าง ลงเขาไปซื้อเสื้อผ้าบ้าง หยอกล้อกันไปมา
