หลินอู่มองท่าทีเปิดเผยตรงไปตรงมาของเขา พลางลูบเคราเบา ๆ แววตาเผยความชื่นชม «เข้าใจก็ดีแล้ว ที่ข้าพูดมามากมายมิใช่เพื่อให้เจ้าเรียนรู้วิธีการคดโกงเหล่านั้น แต่เพื่อให้รู้ว่าวงการขุนนางนั้นเต็มไปด้วยภยันตราย จะได้ระแวดระวังให้มากขึ้น»
ที่วันนี้เขาพูดกับเซี่ยชิงเฟิงได้มากถึงเพียงนี้ ประการแรกเพราะอีกฝ่ายเป็นคนรุ่นหลังของตน ประการที่สอง ตลอดหลายปีมานี้ครอบครัวของพวกเขายังเคราะห์ดีมีชีวิตรอดมาได้ ก็เพราะชายหนุ่มตรงหน้าคอยวิ่งเต้นช่วยเหลืออย่างแท้จริง หลายปีมานี้เขาเข้าใจนิสัยของอดีตฮ่องเต้เป็นอย่างดี จึงไม่คิดว่าพู่กันไร้เทียมทานที่อยู่ในมือสะใภ้ของตนจะทำให้อดีตฮ่องเต้ยอมปล่อยพวกเขาไปจริง ๆ
หากพู่กันไร้เทียมทานด้ามนั้นไม่อยู่ในมือเซี่ยชิงเฟิง เกรงว่าครอบครัวของพวกเขาคงกลายเป็นวิญญาณใต้คมดาบของเพชฌฆาต ณ ลานประหารไปนานแล้ว
«ผู้น้อยเข้าใจแล้ว» เซี่ยชิงเฟิงประสานมือกล่าว «คำสั่งสอนนี้ผู้น้อยจะจดจำไว้ วันหน้าจะเตือนตนเองอยู่เสมอ»
หลินจิงเกิ้งหัวเราะอยู่ข้าง ๆ «ท่านพ่อ ข้าบอกแล้วว่าชิงเฟิงฉลาด แค่ชี้แนะก็เข้าใจได้ทันที»
«จริงด้วย ฉลาดกว่าลูกข้ามาก» หลินอู่โยนถั่วลิสงเม็ดหนึ่งเข้าปาก
พวกเขาผลัดกันพูดเช่นนี้ ตั้งแต่เรื่องอดีตฮ่องเต้ไปจนถึงฮ่องเต้องค์ใหม่ จากเรื่องเก่าในราชสำนักไปจนถึงสถานการณ์ในวงการขุนนางปัจจุบัน โดยไม่รู้ตัว ฟ้าด้านนอกหน้าต่างก็มืดลงแล้ว เซี่ยอี้เข้ามาเติมน้ำมันตะเกียงหลายครั้ง ทว่าพวกเขายังคงสนทนากันอย่างออกรส จนกระทั่งหลินหลิ่วเข้ามาเร่งให้เข้านอน เพราะดึกมากแล้ว ทั้งสามจึงยอมหยุดพูดคุย
เซี่ยชิงเฟิงพักอยู่ที่บ้านหลินจิงเกิ้งได้ราวสิบวันก็ต้องจากไป ท้ายที่สุดวันลาพักมีเพียงสามเดือน พวกเขายังต้องกลับไปพักที่เมืองหลินผิงอีกระยะหนึ่ง ต่อให้ครอบครัวของหลินจิงเกิ้งไม่อยากให้จากไปเพียงใด ก็ต้องยอมให้พวกเขากลับ ทั้งยังรู้ว่าไม่ควรทำให้กำหนดการเดินทางของเขาล่าช้า เพียงแต่หนนี้จากกันไป หนทางยาวไกลห่างกันดุจขุนเขา ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อใด
