จางเฟิงโน้มกายลง ค้อมคำนับอย่างนอบน้อม “เรียนใต้เท้า ท่านอาเขยของข้าน้อยเป็นพระญาติฝ่ายนอกของฮ่องเต้ เมื่อหลายวันก่อนเขาเขียนจดหมายมาแจ้งว่า ใต้เท้าจะลงใต้ไปตรวจราชการ และที่เอวจะต้องห้อยหยกมันแพะชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นของแทนใจที่เขามอบให้ใต้เท้าไว้ในปีนั้น ข้าน้อยเห็นเมื่อครู่ก็รู้ทันทีว่าใต้เท้ามาถึงด้วยตนเอง”
กล่าวพลาง เขาก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งแตกต่างจากจดหมายที่เด็กรับใช้คนนั้นมอบให้เมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง ก่อนยื่นถวายด้วยสองมือ “นี่เป็นจดหมายที่ท่านพระญาติเขียนด้วยตนเอง ขอใต้เท้าโปรดตรวจดู”
สีหน้าของผู้ตรวจการเกลือไหววูบเล็กน้อย เขารับจดหมายมาเปิดออก ลายมือคุ้นตาปรากฏแก่สายตา เนื้อความกล่าวถึงความกังวลของท่านพระญาติต่อความวุ่นวายในเมืองหลินผิง และขอให้เขาสืบสวนเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ราษฎร หลังอ่านจบ โจวหมิงหย่วนก็ค่อย ๆ พับจดหมายเก็บใส่แขนเสื้ออย่างระมัดระวัง แววตาเผยความเชื่อใจขึ้นหลายส่วน “ท่านพระญาติต้องลำบากแล้ว ขุนนางผู้นี้จะสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด”
จางเฟิงได้ยินดังนั้นก็ทรุดเข่าลงกับพื้นทันที น้ำเสียงเจือสะอื้น “ใต้เท้า ท่านใต้เท้าเซี่ยเพิ่งมาเมืองหลินผิงได้ไม่ถึงหนึ่งฤดูกาล ก็ทำสถานที่ที่เคยสงบสุขของพวกเราเสียจนเละเทะไปหมดแล้ว!”
จางเฟิงทั้งน้ำมูกน้ำตาไหล เล่าเรื่องที่เซี่ยชิงเฟิงบังคับเอาเงินจำนวนกว่าล้านตำลึงจากพวกตระกูลใหญ่และพ่อค้า โดยแต่งเติมเรื่องเรียกสินบนเสียจนเกินจริงให้ผู้ตรวจการเกลือฟัง
“แต่เรื่องปิดตลาด... เป็นฝีมือพวกเจ้าหรือ?” ผู้ตรวจการเกลือเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ต่อให้ท่านใต้เท้าเซี่ยมีความผิดร้ายแรงเพียงใด ก็ย่อมให้ราชสำนักตัดสิน พวกเจ้าปิดตลาดประท้วงอำนาจบาตรใหญ่ของเซี่ยชิงเฟิง แล้วราษฎรจะดำรงชีวิตกันอย่างไร?”
