แม้ตำแหน่งรองเจ้ากรมพิธีการจะมีศักดิ์ขุนนางขั้นห้า แต่ผู้ดำรงตำแหน่งมักถูกงานธุรการจุกจิกถ่วงรั้ง จึงยากจะสร้างผลงานได้
เมื่อเทียบกันแล้ว แม้ผู้ตรวจการศึกษาจะประจำอยู่ในท้องถิ่น ทว่ากลับมีบทบาทสำคัญในด้านการสอบขุนนางและการศึกษา ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับอนาคตของราชวงศ์เซิ่งหยวน อิทธิพลและความภาคภูมิใจในผลงานที่ได้รับจึงมากกว่ารองเจ้ากรมพิธีการอย่างเทียบกันไม่ติด
ยิ่งไปกว่านั้น หากรองเจ้ากรมพิธีการต้องการเลื่อนขั้นเป็นเจ้ากรมพิธีการ ตำแหน่งผู้ตรวจการศึกษาก็แทบเป็นเส้นทางที่ต้องผ่าน
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะคิดย้ายไปประจำท้องถิ่นหรือหวังเลื่อนตำแหน่ง เหล่ารองเจ้ากรมต่างก็จับจ้องตำแหน่งผู้ตรวจการศึกษานี้ตาเป็นมัน
หลายปีก่อน ผู้ตรวจการศึกษาของเมืองอิ่งเฟิงล้วนย้ายมาจากผู้ตรวจการศึกษาของเมืองอื่น ครั้นปีนี้ผู้ตรวจการศึกษากลับกลายเป็นเจิ้งกวงจง รองเจ้ากรมจากกรมพิธีการ เหล่าผู้เข้าสอบจึงกลัดกลุ้มแทบตาย
เซี่ยชิงเฟิงเพิ่งก้าวเข้าประตูโรงเตี๊ยม ก็ได้ยินเสียงบ่นของเหล่าบัณฑิต
“เฮ้อ ไม่คิดเลยว่าปีนี้จะถึงคราวเปลี่ยนผู้ตรวจการศึกษาของเมืองอิ่งเฟิงเสียแล้ว”
“นั่นสิ โลกนี้ช่างไม่แน่นอน!” บัณฑิตคนหนึ่งกล่าวพลางถอนหายใจ
“ข้าเขียนรวบรวมสำนวนที่ผู้ตรวจการศึกษาจากแต่ละมณฑลชื่นชอบไว้หมดแล้ว ใครจะรู้ว่าปีนี้เมืองเรากลับไม่มีการสับเปลี่ยน เฮ้อ ข้ารู้สึกจนปัญญายิ่งนัก”
ผู้เข้าสอบบางคนถึงกับกล่าวเกินจริง น้ำตาคลอเบ้า “ข้าอุตส่าห์เล่าเรียนอยู่ริมหน้าต่างอันหนาวเหน็บมากว่ายี่สิบปี ทว่ายังเป็นเพียงถงเซิง หากคราวนี้ยังสอบไม่ผ่าน เส้นทางการสอบขุนนางของข้าคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้!”
