เหอเจินกลับถึงบ้านด้วยโทสะที่ยังไม่จาง พอก้าวเข้าประตูก็พร่ำบ่นกับสามีเสียงดังว่า “ท่านดูสิ! ดูเถิดว่านี่มันเรื่องอะไรกัน! ข้าอุตส่าห์ไปช่วยงานบ้านเหอจื้อเหวินด้วยใจดี อยากให้เซี่ยจิ้งซูช่วยเอ่ยปากชมหมิงเอ๋อร์ต่อหน้าน้องชายของนาง เพื่อหางานสุจริตให้เขาสักอย่าง ผลเป็นเช่นไรเล่า? นางนั่นไม่รับน้ำใจแม้แต่น้อย ยังยกหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เมื่อหลายปีก่อนมาอ้าง แล้วไล่ข้าออกมา!”
สามีเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งเรื่องนั้น เซี่ยจิ้งซูดูเป็นคนซื่อตรงก็จริง แต่นิสัยดื้อรั้นนัก” ทุกครั้งที่ภรรยากลับจากบ้านเหอจื้อเหวิน นางเป็นต้องด่าต้าหยาเซี่ยยกใหญ่ ทั้งสองไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่นางก็ยังดึงดันเข้าไปหาอยู่ร่ำไป
น้องชายของนางเป็นผู้มีอนาคต เขาเคยบอกภรรยาหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปหาเรื่องเซี่ยจิ้งซูอีก แต่นางกลับไม่ยอมฟัง
“ดื้อรั้นหรือ? ข้าว่านางไม่เห็นหัวผู้ใดต่างหาก!” เหอเจินนั่งลงบนม้านั่ง ตบต้นขาพลางด่าว่า “ก็แค่น้องชายเป็นนายอำเภอ มีอะไรน่าภูมิใจกัน? โดยเฉพาะเหอจื้อเหวิน หากเมื่อก่อนพวกเราไม่เลี้ยงดูเขาจนโต ป่านนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว! บัดนี้ปีกกล้าขาแข็ง ถึงกับไม่ไว้หน้าข้าผู้เป็นป้าย่า! หมิงเอ๋อร์เป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ ๆ ของจื้อเหวิน ช่วยเหลือกันสักหน่อยแล้วจะเป็นไรไป? ช่างเป็นคนอกตัญญูทั้งคู่!”
ยิ่งพูดนางก็ยิ่งเดือดดาล น้ำลายกระเซ็นไปทั่ว “ข้าว่านางแค่ไม่อยากช่วยหมิงเอ๋อร์! กลัวว่าหมิงเอ๋อร์จะอาศัยบารมีน้องชายของนาง แล้วแย่งผลประโยชน์ของบ้านนางไป!”
หลี่จ้วงหยิบเส้นไผ่ขึ้นมาสานตะกร้าต่อ พลางคล้อยตามว่า “เอาละ อย่าโมโหไปเลย อีกอย่างเซี่ยชิงเฟิงได้เป็นขุนนางแล้วจะอย่างไร? นอกจากทำให้บ้านเราพอเชิดหน้าได้บ้างยามอยู่ต่อหน้าเพื่อนบ้าน โดยอ้างว่าเป็นญาติของนายอำเภอแล้ว มีผลประโยชน์อันใดตกถึงมือเราจริง ๆ บ้าง? พอหมิงเอ๋อร์หางาน พวกเขากลับบ่ายเบี่ยง ข้าว่าเราก็มีเพียงชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น”
