เซี่ยชิงเฟิงออกจากสนามสอบแล้วมิได้รั้งอยู่นาน เขาตรงกลับโรงเตี๊ยมเพื่ออาบน้ำแปรงฟัน เพราะรู้สึกว่าร่างกายของตนส่งกลิ่นเหม็นเหลือเกิน
ระหว่างสอบรอบที่สอง แดดเที่ยงวันแผดจ้าจนร้อนระอุ ห้องสอบเล็ก ๆ แต่ละห้องมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่าสามสิบองศา เขาเหงื่อท่วมตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
แขนก็ต้องยกค้างไว้กลางอากาศ หากเหงื่อจากมือหยดลงบนกระดาษข้อสอบจนหมึกเลอะ เขาคงได้แต่ร้องไห้โดยไร้ที่พึ่ง
ยามนี้ทั้งตัวเหม็นอับ ลมเย็นพัดผ่านมาก็ยังไม่รู้สึกสดชื่น สิ่งที่ลอยเข้าจมูกกลับเป็นกลิ่นเหงื่อเปรี้ยวเหม็นจากเสื้อผ้า
ก่อนเข้าสอบ เขาเคยได้ยินเพื่อนร่วมสำนักศึกษาบางคนเล่าว่า ลุงซึ่งเป็นจวี่เหรินของคนหนึ่งเก็บเสื้อชั้นในที่สำนักสอบแจกให้ตอนเข้าสอบระดับมณฑลเมื่อสิบกว่าปีก่อนไว้บูชาในบ้าน โดยไม่เคยซักเลยสักครั้ง ตอนนั้นเซี่ยชิงเฟิงยังรู้สึกว่าเป็นของที่ระลึกเปี่ยมความหมาย ทว่าพอมาคิดดูในยามนี้กลับชวนให้คลื่นเหียน
หากซักก่อนแล้วค่อยเก็บบูชา เขายังพอรับได้ แต่ไม่ซักมาจนถึงบัดนี้ แค่จินตนาการถึงกลิ่นก็พอจะรู้แล้วว่าเหม็นเพียงใด
พอมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมก็พบเหลยเหล่ยกับเพื่อนร่วมสำนักศึกษาอีกหลายคนเข้าพอดี
เพื่อนร่วมสำนักศึกษาคนหนึ่งเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “มิน่าเล่า พี่เหลยถึงบอกว่าไม่ต้องรอน้องเซี่ย ให้กลับมาก่อน ข้ายังนึกว่าความสัมพันธ์ของพวกท่านแย่ลงเสียอีก ที่แท้ก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่าน้องเซี่ยจะกลับโรงเตี๊ยมทันทีนี่เอง”
เซี่ยชิงเฟิงยิ้มกล่าวว่า “ผู้รู้ใจข้า ย่อมเป็นพี่เหลย” ทว่าเวลานี้เขาไม่ค่อยอยากพูดคุยกับพวกเขานัก อยากขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน จึงประสานมือกล่าวว่า “พี่ชายทุกท่าน ข้าขอตัวกลับห้องไปชำระกายก่อน พวกท่านคุยกันตามสบาย”
