“แต่ชิงเฟิง ข้าไม่เคยทำเรื่องใดให้สำเร็จได้เลยสักเรื่อง” เซี่ยหูยกมือกุมศีรษะ มุมปากตกลงเล็กน้อย เผยรอยยิ้มขมขื่น
“หลังการสอบระดับอำเภอสิ้นสุดลง ข้าก็รู้ว่าตนเองไม่มีทางสอบติด จึงไปหางานเขียนจดหมายให้ผู้อื่นที่ในเมือง”
“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ตอนแรกที่ไป เขาให้เงินสิบอีแปะต่อจดหมายหนึ่งฉบับ ข้าคิดว่าจะเขียนให้ได้วันละสิบฉบับ เดือนหนึ่งก็คงพอหาเงินได้บ้าง” เซี่ยหูยิ้มอย่างจนใจ “มีเพียงวันแรกที่ไปเท่านั้นที่เขียนได้สิบฉบับ”
“วันอื่น ๆ มีคนมาจ้างให้เขียนสักคนก็นับว่าดีแล้ว” เขาเพิ่งตระหนักว่า ที่แท้เงินนั้นหาได้ไม่ง่ายเลย
ยิ่งเมื่อเทียบกับน้องชายที่เป็นช่างไม้แล้ว เขาก็ยิ่งดูไร้ประโยชน์
แรกเริ่มคนในบ้านต่างไม่เห็นด้วยที่น้องชายจะไปเรียนงานช่างไม้ แต่หลังเรียนสำเร็จ น้องชายก็ทยอยรับงานในเมือง แต่ละเดือนหาเงินได้ห้าหกตำลึงเงิน
ทางบ้านของภรรยาก็ช่วยพูดคุยจัดการให้ ชีวิตจึงค่อย ๆ มั่นคงขึ้น
ส่วนเขาอายุมากกว่าน้องชายตั้งหลายปี ใช้เงินของครอบครัวร่ำเรียนมานานเพียงนั้น กลับยังไม่เคยตอบแทนอะไรให้คนในบ้านแม้แต่น้อย
เขาไปหางานในเมืองด้วยความกระตือรือร้น คิดว่าตนอ่านออกเขียนได้ ผู้อื่นย่อมแย่งกันรับตัวไปทำงาน พอเขียนจดหมายไม่สำเร็จ เซี่ยหูก็ได้ยินมาว่าค่าจ้างคนคัดหนังสือเป็นอาชีพนั้นสูง ทว่าพอลองเขียนไปไม่กี่ตัว อีกฝ่ายกลับตำหนิว่าลายมือเขาไม่งาม
หากชิงเฟิงไปลองเขียนอักษร คงผ่านแน่นอน
เขาเที่ยวหางานของ “บัณฑิต” อยู่หลายแห่ง แต่เงินที่หาได้ล้วนไม่มากพอ แม้แต่เลี้ยงตัวเองยังแทบไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่าเช่าบ้านกับค่าอาหารในเมือง
