ต้าหยาตะโกนห้ามขึ้นมา “ละครตลกฉากนี้ถึงเวลายุติเสียที” นางก้าวออกมายืนเบื้องหน้าผู้คนอย่างช้า ๆ จ้องมองหลี่หย่งซึ่งถูกนางเจิงคุ้มกันไว้ด้านหลังอย่างไม่วางตา
“หลี่หย่ง พาครอบครัวของเจ้ากลับไปเถิด ต่อจากนี้เราขาดกัน ไม่ต้องติดต่อกันอีก”
“ต้าหยา...” หลี่หย่งยังอยากกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าต้าหยาไม่เปิดโอกาสให้เขา นางเดินตรงไปคุกเข่าต่อหน้านางจางกับหลินเหนียง แล้วโขกศีรษะเสียงดัง “ท่านย่า ท่านอาสะใภ้ ข้าขอโทษ ทำให้พวกท่านต้องอับอายแล้ว”
นางโขกศีรษะอย่างจริงจัง เลือดสีแดงสดไหลจากหน้าผากของต้าหยาในทันที
นางจางกับหลินเหนียงปวดใจแทบขาด รีบประคองนางขึ้นมา เฮ้อ เรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!
หลี่หย่งเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเห็นมารดาผู้แข็งกร้าวด่าทอหญิงที่ตนรัก เขากลับทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ดึงแขนมารดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางกล่าวว่า “ท่านแม่ กลับกันเถิด กลับกันเถิด”
นางเจิงไม่สะทกสะท้าน “กลับอะไรของข้า? กลับไปให้เจ้ากับหญิงแพศยาผู้นี้ลอบคบหากันหรือ? คงยั่วยวนลูกชายข้ามานานแล้วกระมัง!”
ถ้อยคำของนางเจิงยิ่งกล่าวยิ่งหยาบคาย ถึงขั้นดูหมิ่นชื่อเสียงของต้าหยา หากแพร่ออกไป ต้าหยาคงถูกคำครหาฆ่าให้ตายเป็นแน่
เซี่ยชิงเฟิงพลันมายืนขวางหน้าหลี่หย่งกับมารดาของเขา ตัดบทเสียงด่าทอของนางเจิง
ร่างของเขาตั้งตรงดุจต้นสน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย สองแขนกอดอก “พี่หลี่ อาจารย์มักกล่าวว่าข้าไร้พรสวรรค์ด้านกวี ทว่าเมื่อครู่ข้าพลันแต่งกลอนขึ้นบทหนึ่ง รู้สึกว่าเหมาะกับพี่หลี่หย่งยิ่งนัก”
“อะ...อะไรหรือ?” หลี่หย่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยชิงเฟิงอายุเพียงเจ็ดขวบ แต่กลับมีอำนาจกดดันผู้คนจนเขาอดหลบสายตาไม่ได้
เห็นเพียงริมฝีปากบางของเด็กหนุ่มขยับ น้ำเสียงเกียจคร้านแต่ทุกถ้อยคำคมกริบดุจคมมีด “ทุกเรื่องให้มารดาตัดสิน ชายกระดูกอ่อนจนกลายเป็นปีศาจไร้กระดูกสันหลัง น่าขันนัก ชายชาตรีผู้สง่าผ่าเผย กลับแสร้งเป็นสาวน้อยในอ้อมอกมารดา!”
