จากบทสนทนาของทุกคน เซี่ยชิงเฟิงค่อย ๆ เข้าใจสาเหตุที่เวินเยี่ยนซึ่งเดิมประจำการอยู่แนวหน้ากลับมาอย่างกะทันหัน และให้ต้วนหยุนเฟยไปแทนที่
ได้ยินว่าอีกไม่กี่วัน องค์ชายหกจะนำทัพหนึ่งแสนนายจากแนวหลังมาสมทบ โดยมีทหารม้ามากถึงสามหมื่นนาย กำลังทหารหนึ่งแสนที่องค์ชายหกนำมา รวมกับทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นนายซึ่งประจำอยู่แนวหน้าเดิม แม้ก่อนหน้านี้จะสูญเสียกำลังไปห้าหมื่นนาย แต่เมื่อนับรวมกันแล้ว กำลังทหารบริเวณชายแดนในยามนี้ก็มีมากถึงสองแสนนาย
ก่อนหน้านี้เซี่ยชิงเฟิงกับพวกเพิ่งลำเลียงเสบียงไปถึงแนวหน้าได้สำเร็จ บัดนี้เสบียงเพียบพร้อม กำลังทหารแข็งแกร่ง ทุกคนย่อมเริ่มวางแผนเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุก มีความเป็นไปได้สูงว่าจะชิงเมืองที่เสียไปก่อนหน้านี้กลับคืนมาในคราวเดียว
ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นตั้งรับกำลังจะเปลี่ยนเป็นการออกโจมตี เพื่อทำลายสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างยื้อกันอยู่ในยามนี้
บรรยากาศในกระโจมคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนหารือแผนการรบใหม่กันอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม บ้างก็ถกเถียงกันจนหน้าแดง บ้างก็ปรบมือชื่นชมกลยุทธ์อันแยบยล
เซี่ยชิงเฟิงฟังพวกเขาพูดกันอย่างออกรส ไม่มีใครเอ่ยถึงเขา ก่อนมาเขากินเกี๊ยวไปตั้งชามกว่า ตอนนี้จึงกินอะไรไม่ลงนัก ได้แต่นั่งเงียบ ๆ คีบกับข้าวในชามอยู่ข้าง ๆ
หลังเลิกงานเลี้ยง สิ่งที่เซี่ยชิงเฟิงคาดไม่ถึงก็คือ ขุยหานรื่อ ผู้ช่วยฝ่ายวางแผนการทหาร กลับเป็นฝ่ายเชิญเขาไปพูดคุยในกระโจมของตน
เมื่อก้าวเข้าไปในกระโจม แสงเทียนสลัวราง
ขุยหานรื่อเดินไปยังโต๊ะ หยิบกาสุรารินใส่จอกสองใบ แล้วยื่นใบหนึ่งให้เซี่ยชิงเฟิง
ส่วนตนยกอีกจอกขึ้นจิบเบา ๆ สายตาที่มองเซี่ยชิงเฟิงลอดผ่านขอบจอกสุรา พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ใต้เท้าเซี่ยดูแคลนท่านโหวของพวกเราหรือ?”
