กลิ่นคาวเหม็นจากแผงขายเนื้อหมูในตลาดยังคงฉุนจมูกและเข้มข้น กลิ่นเน่าเสียจาง ๆ ชวนให้รู้สึกรังเกียจ
นางจางค่อนข้างเก้อเขิน “เถ้าแก่เนี้ย พวกเราค้าขายกันมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าถังละ 5 อีแปะ พวกเราก็ตกลง แต่ท่านขึ้นราคาอย่าให้มัน...”
เพียงผ่านปีใหม่มาไม่นาน ไส้ใหญ่หมูกลับขึ้นราคาเป็นชั่งละ 10 อีแปะแล้ว ไม่อาจเทียบกับเมื่อก่อนที่ถังละ 5 อีแปะได้อีก ราคานี้แทบจะเท่ากับราคาเนื้อหมูแล้ว!
หากเป็นเช่นนี้ พวกนางจะยังหากำไรจากสิ่งใดได้อีก? มิสู้ขายหมูพะโล้ไปเสียเลย!
“พี่จาง บ้านท่านขายไส้ใหญ่หมูพะโล้จนได้เงินก้อนโต! พูดไปแล้ว ไส้ใหญ่หมูที่บ้านท่านใช้ก็มาซื้อจากบ้านน้องสาวคนรองของข้า กำไรที่ได้สมควรมีส่วนของบ้านข้าด้วย!” เถ้าแก่เนี้ยแผงหมูวางมีดสับเนื้อลงเช่นกัน มุมปากยกขึ้นพร้อมรอยยิ้มดูแคลน
ช่วงปีใหม่ นางได้ยินมารดาพูดว่า กิจการไส้ใหญ่หมูพะโล้ของตระกูลเซี่ยรุ่งเรืองยิ่งนัก ผู้คนทั้งเมืองต่างชื่นชอบไส้ใหญ่หมูพะโล้ของบ้านนาง มารดาบอกว่านางช่างโง่เขลา ไส้ใหญ่หมูของตระกูลเซี่ยก็รับของจากบ้านนางแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้จักขึ้นราคา ปล่อยให้คนอื่นหาเงินไปมากมาย
ปกตินางเอาแต่ฆ่าหมู จะไปรู้ได้อย่างไรว่ากิจการไส้ใหญ่หมูพะโล้ของตระกูลเซี่ยที่ท่าเรือจะรุ่งเรืองถึงเพียงนั้น!
พอฟังมารดาวิเคราะห์แล้ว บ้านตนก็พลาดเงินก้อนใหญ่ไปจริง ๆ หากรู้แต่แรก รีบขึ้นราคาเสียตั้งนานก็ดี!
หลินเหนียงได้ยินเถ้าแก่เนี้ยพูดแล้วก็โกรธจนหัวเราะ นางผู้มีนิสัยอ่อนโยนเป็นปกติ ชี้หน้าเถ้าแก่เนี้ยพลางตวาดเสียงดังเป็นครั้งแรก “หากพวกเราไม่มาซื้อไส้ใหญ่หมูของท่านทุกสัปดาห์ คงไม่มีใครเอาหรอก!”
