“พอเถอะ จ่ายเงินคุ้มครองมาสักหน่อย ข้าจะปล่อยเจ้าไป” ซุนหงไฉปัดฝุ่นบนมืออย่างรังเกียจ
“ได้ยินที่ท่านพ่อสามีว่าแล้วหรือไม่? รีบส่งเงินที่มีติดตัวมาให้หมด!” เมื่อมีซุนหงไฉคอยหนุนหลัง น้ำเสียงของนางเจิงที่ใช้กับนางจางก็ยิ่งแหลมคมขึ้น
“เจ้าค่ะ...” นางจางอยากพูด แต่ริมฝีปากบวมจนแทบขยับไม่ได้ จึงได้แต่พูดอู้อี้ว่า “วันนี้ข้าซื้อของให้หลานชาย เงินเหลืออยู่แค่นี้แล้ว”
บนมือหยาบกร้านราวกระดาษทรายของนางจางมีหนังด้านหนาเตอะ ฝ่ามือมีเงินอยู่เพียงหนึ่งตำลึง
“มีแค่หนึ่งตำลึงหรือ?! เห็นข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร!” นางเจิงเตะนางจางอีกครั้ง “บ้านเจ้าไม่ได้ขายสูตรไส้ใหญ่หมูพะโล้ได้เงินหนึ่งพันตำลึงหรือ? เงินอยู่ที่ไหน?”
เมื่อได้ยินว่ามีเงินหนึ่งพันตำลึง ดวงตาซุนหงไฉก็วาวขึ้นแวบหนึ่ง “โอ้? ข้านึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าบ้านเจ้าคือบ้านที่เล่าลือกันในเมืองว่าขายสูตรได้เงินหนึ่งพันตำลึง!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงสนใจของซุนหงไฉ หัวใจนางจางก็เต้นวูบ รีบวิงวอนว่า “ใต้เท้า เงินของบ้านข้ายังต้องเก็บไว้ส่งเสียเด็ก ๆ เรียนหนังสือเจ้าค่ะ...การสอบขุนนางนั้นยากเย็นนัก คำนวณดูแล้วเงินเก็บก็มีไม่เท่าไร...”
ซุนหงไฉลังเลอยู่หลายอึดใจเมื่อได้ยินคำว่าเรียนหนังสือ “นางจาง หลานชายบ้านเจ้าจะเข้าสอบระดับอำเภอในปีนี้หรือ?”
“เจ้าค่ะ...” นางจางพยักหน้ารัว
“เรียนหนังสือใช้เงินไม่น้อยจริง ๆ” ซุนหงไฉกล่าวเสียงแห้ง “เอาเถิด เงินนี้ข้าไม่เอาแล้ว เก็บไว้ให้หลานชายบ้านเจ้าเรียนหนังสือเถอะ”
