หลังปลอบมารดาเสร็จ หลินจิงเกิ้งก็สั่งบ่าวไพร่ให้เตรียมของกำนัล เพื่อนำไปขอขมาเซี่ยชิงเฟิง ส่วนตนเองเตรียมไปห้องหนังสือเพื่อเขียนจดหมายขอโทษ ทว่าขณะกำลังเดินไป ก็ถูกแม่นมสินเดิมของมารดาขวางไว้
“แม่นมมีเรื่องจะพูดกับข้าหรือ?” หลินจิงเกิ้งถามอย่างสงสัย
แม่นมสินเดิมมีสีหน้าลำบากใจ ไม่รู้จะเอ่ยกับหลินจิงเกิ้งอย่างไร “คุณชายชิงเฟิงฝากคำพูดไว้ให้บ่าวถ่ายทอดแก่ท่านก่อนจากไปเจ้าค่ะ”
“อ้อ? คำพูดใดหรือ?”
แม่นมสินเดิมครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจบอกคุณชายจิงเกิ้งตามจริง “ไร้พริกเสฉวนอย่ากรองสุรา ขาดภาชนะบูชาอย่าเคาะไหดินเจ้าค่ะ”
ความหมายโดยคร่าวของประโยคนี้คือ หากไม่มีพริกเสฉวนก็อย่ากรองสุราดื่ม หากไม่มีภาชนะบูชา ก็อย่าไปเคาะไหดิน ประโยคนี้หยิบยืมถ้อยคำจากคัมภีร์หลี่จี้ บทหลี่อวิ้น ที่ว่า “สุราดำอยู่ในห้อง สุราหวานและสุราขุ่นอยู่หน้าประตู ข้าวหมักอยู่ในโถง สุราใสอยู่เบื้องล่าง”
เซี่ยชิงเฟิงกำลังเยาะเย้ยเขาว่าไม่มีแขกก็ยังเชื้อเชิญอย่างฝืนใจ ผิดธรรมเนียม
กล่าวหาว่าเขารู้ธรรมเนียมแต่กลับไร้มารยาท สำหรับเหล่าบัณฑิตแล้ว นี่นับเป็นคำตำหนิที่รุนแรงยิ่ง
เมื่อได้ยินประโยคนั้น หลินจิงเกิ้งก็อดยิ้มขื่นไม่ได้ แม้ปกติเซี่ยชิงเฟิงจะดูเย็นชา ทว่าเขาปฏิบัติต่อหลินจิงเกิ้งและเหลียนอี้จื้อราวกับสหายสนิทเช่นเดียวกัน
ครั้งนี้ที่เขามาเมืองหลวงพร้อมมารดา มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเพราะเชื่อใจหลินจิงเกิ้ง มิฉะนั้นด้วยนิสัยรอบคอบของชิงเฟิง คงไม่พามารดามาเมืองหลวงอย่างบุ่มบ่าม
