หลี่เหวินหย่วนก้าวออกจากจวนเจิงหยวนไว่ยามสนธยา แสงอัสดงล่วงผ่านกำแพงเรือนสีชาดไปแล้ว
รถม้าของเขาแล่นผ่านตรอกซอกซอยเจ็ดแปดสาย คนขับรถม้ายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา ก่อนจะบังคับรถเข้าสู่จวนเซี่ย
แสงเทียนในห้องหนังสือจวนเซี่ยส่องผ่านกระดาษหน้าต่างเป็นวงแสงสีเหลืองนวล ยังไม่ทันเคาะประตู เสียงนุ่มนวลของเซี่ยชิงเฟิงก็ดังมาจากด้านใน “ใต้เท้าหลี่มาถึงแล้วหรือ? เข้ามาเถิด”
หลี่เหวินหย่วนผลักประตูเข้าไป ก็เห็นเซี่ยชิงเฟิงสวมเสื้อตัวยาวสีครามเข้มอย่างเรียบง่าย กำลังขีดเขียนบางสิ่งลงบนกระดาษ
“จัดการเรื่องเรียบร้อยหรือไม่?” เซี่ยชิงเฟิงเงยหน้าขึ้น แววตาดูราวกับมองทะลุทุกสิ่ง
หลี่เหวินหย่วนคำนับด้วยความนอบน้อม บนใบหน้าแทบปิดบังความยินดีไว้ไม่มิด “เรียนใต้เท้า เจิงหยวนไว่กับประมุขตระกูลจางยอมอ่อนข้อก่อน ส่วนอีกหลายตระกูลแม้ในใจจะไม่ยินยอม ก็ทำได้เพียงควักเงินออกมาแต่โดยดี ใต้เท้าคาดการณ์ได้ดุจเทพจริง ๆ!”
เขาหยิบสมุดบัญชีออกจากแขนเสื้อ “ตระกูลเจิงออกเงินสองหมื่น ตระกูลจางหนึ่งหมื่นห้าพัน ส่วนอีกหลายตระกูล...”
รวมแล้วได้เงินมาสองแสนกว่าตำลึงเงิน แม้จะน้อยกว่าที่คาดไว้กว่าหนึ่งแสนตำลึง แต่ดูจากท่าทีของพวกเขาแล้ว คงเป็นจำนวนสูงสุดที่ยอมควักออกมาเองได้
หากบีบคั้นจนเกินไป เกรงว่าพวกเขาจะจนตรอกแล้วหันมากัด
เขาคลุกคลีในวงขุนนางมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิธีหาเงินเช่นนี้ของใต้เท้าเซี่ย
ทางใต้เท้าเซี่ยก็ได้ส่วนหนึ่ง ทางเขาก็ได้ส่วนหนึ่ง
ที่ทำการจังหวัดของเมืองหลินผิงมีเงินเข้าบัญชีโดยตรงถึงแปดเก้าหมื่นตำลึงเงิน
หลี่เหวินหย่วนอยู่เมืองหลินผิงมาหลายปี ไต่เต้าจากตำแหน่งดูแลงานเอกสารขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าการจังหวัด ทว่าที่ทำการจังหวัดไม่เคยมั่งคั่งเช่นนี้มาก่อน
