เกวียนวัวของเซี่ยซิ่นจอดอยู่ตรงปากทางเข้าเมืองเช่นทุกครา
“กั๋วเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถิด!” นางจางกับคนอื่น ๆ หิ้วห่อไส้ใหญ่หมูพะโล้ที่ห่อไว้อย่างแน่นหนาขึ้นมา
“ท่านย่า พวกเราไม่ไปตลาดผัก ไปท่าเรือกัน!” เซี่ยชิงเฟิงชี้มือเล็ก ๆ ไปทางท่าเรือ
หลินเหนียงไม่เข้าใจ “กั๋วเอ๋อร์ พวกเราไปท่าเรือทำอันใด? ท่าเรือเป็นที่ทำงานของบุรุษทั้งนั้น พวกเขาทำงานเสร็จก็ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ไส้ใหญ่หมูเพียงเท่านี้ของพวกเรายังไม่พอให้พวกเขากินสักคำด้วยซ้ำ! ของที่ขายดีทางนั้นต้องเป็นของที่มีมากและกินอิ่มท้องต่างหาก”
ใบหน้าเซี่ยชิงเฟิงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเปล่งประกายซุกซน “ที่ต้องการก็คือให้พวกเขาเหนื่อยทั้งหิวนี่แหละ!”
หลินเหนียงยังอยากพูดอะไรต่อ แต่เอ้อหยาขัดขึ้นเสียก่อน “น้าสะใภ้ ช่วงนี้กั๋วเอ๋อร์ตั้งใจอ่านหนังสือยิ่งนัก ในหนังสือล้วนเป็นปัญญาของคนรุ่นก่อน ทั้งยังเป็นบทเรียนจากความผิดพลาดที่พวกเขาเคยประสบมา พวกเราฟังกั๋วเอ๋อร์เถิด”
“ก็จริง” หลินเหนียงครุ่นคิดแล้วเห็นว่าเอ้อหยาพูดไม่ผิด คราก่อนพวกนางบุ่มบ่ามเข้ามาขายไส้ใหญ่หมูพะโล้ในเมือง ผลคือขายไม่ออกสักชิ้น ขาดทุนยับเยิน
ฟังกั๋วเอ๋อร์ผู้เป็นบัณฑิตดีกว่า
เซี่ยชิงเฟิงนึกไม่ถึงว่าฐานะบัณฑิตจะใช้ได้ผลดีถึงเพียงนี้ คนในครอบครัวถึงกับยกย่องตนเช่นนี้
เมื่อครู่บนเกวียนวัว เขายังร่างคำพูดไว้เต็มท้องเพื่อเกลี้ยกล่อมคนในครอบครัวอยู่เลย!
ใครจะรู้ว่าไม่ต้องใช้เลยสักคำ!
ทางปูหินบนท่าเรือถูกเหยียบย่ำและถูกของหนักบดทับนับครั้งไม่ถ้วน จนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ สินค้าที่กองพูนดั่งภูเขากำลังรอให้กรรมกรขนย้าย
