เสียงร้องไห้ของนางพลันขาดห้วงไป เมื่อเห็นผู้คุมใช้กระบองไม้ฟาดเข้าที่เอวอย่างแรง ความเจ็บปวดทำให้นางขดตัวลงกับพื้นในทันที
“โวยวายอะไรกัน?!” ผู้คุมถ่มน้ำลาย “อย่าคิดว่าตนยังเป็นคุณหนูใหญ่เชียว อยู่ในคุกก็ต้องทำตามกฎของคุก! รอให้ฝ่าบาททรงตัดสินโทษเสียเถิด!”
เมื่อเห็นชะตากรรมของอนุภรรยาผู้นั้นเป็นตัวอย่าง ทุกคนจึงไม่กล้าร้องไห้เสียงดังอีก หลินหลิ่วหดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง นางกับจิงเกิ้งต่างโชคร้าย ชะตาฟ้าลิขิตให้เป็นเช่นนี้
หลินหลิ่วคิดว่าสิ่งเดียวที่ยังนับว่าโชคดี คือมารดาของนางยังมีสายเลือดสืบทอดอยู่ภายนอก โชคดีที่ก่อนหน้านี้ชิงเฟิงยังไม่ได้ลงชื่อในผังตระกูลหลิน นับดูแล้วนางยังต้องขอบคุณเจิงหว่านหรงด้วยซ้ำ
หากเซี่ยชิงเฟิงถูกรับกลับมาและมีชื่ออยู่ในผังตระกูลจริง เกรงว่าครานี้คงหนีเคราะห์ไม่พ้นเช่นกัน
ผู้ที่ควรถูกประหารก็ถูกประหาร ผู้ที่ควรถูกยึดทรัพย์ก็ถูกยึดทรัพย์ ผู้ที่ควรถูกเนรเทศก็ถูกเนรเทศ
ฝนละอองที่มีกลิ่นสนิมเหล็กโปรยปรายลงมาเหนือเมืองหลวง สายน้ำปนเลือดไหลไปตามร่องระบายน้ำ ผ่านตรอกทั้งเจ็ดสิบสองแห่ง แม้แต่วัชพืชที่งอกแทรกตามรอยต่อของแผ่นหินเขียวก็เปียกชุ่มจนแดงฉาน
ทั่วตรอกซอกซอยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความหวาดกลัว ชาวบ้านปิดประตูหน้าต่างแน่นสนิท ได้แต่แอบมองสถานการณ์ภายนอกผ่านช่องหน้าต่าง เกรงจะพาตนเองเข้าไปพัวพันกับเภทภัย ตลาดที่เคยคึกคักพลุกพล่าน บัดนี้กลับเงียบเหงาวังเวง สินค้าบนแผงถูกฝนชะจนเปียกชุ่ม ไม่มีผู้ใดเหลียวแล
ยามสนธยาปกคลุมชายคาจวนเซี่ยอย่างหนักอึ้ง หลินเหนียงมองไปทางจวนหลินด้วยใจลอย พลางถอนหายใจเป็นระยะ
