หลังจากอยู่ในสำนักศึกษาประจำจังหวัดมานาน เซี่ยชิงเฟิงก็พบว่าบรรยากาศการศึกษาที่นี่เปลี่ยนไปจากตอนแรกที่เขามาอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังมีแนวโน้มแบ่งออกเป็นสองขั้ว
ทัศนคติต่อการเรียนแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าสอบระดับมณฑล ส่วนอีกฝ่ายไม่คิดจะเข้าสอบ
เหล่านักศึกษาที่เตรียมมุ่งหน้าสู่เส้นทางขุนนางแทบอยากแช่ตัวอยู่ในตำราทุกวัน ส่วนเหล่านักศึกษาที่ไม่คิดสอบต่อ เพียงต้องการได้ชื่อว่าเป็นหลินเซิง นอกจากช่วงสอบประจำปีที่พวกเขาจะเร่งทบทวนแล้ว เวลาที่เหลือก็เอาแต่เที่ยวเล่น
อาจารย์และผู้ช่วยอาจารย์ต่างชื่นชอบนักศึกษาที่ขยันเล่าเรียน อย่างไรเสีย ยิ่งมีจวี่เหรินจากสำนักศึกษาประจำจังหวัดมากเท่าใด ผลการประเมินจากกรมขุนนางและราชสำนักในภายหน้าของพวกเขาก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ไม่แน่ว่าอาจได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นอีก แต่สำหรับหลินเซิงที่ต้องการเพียงใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีความมุ่งหมายต่างกัน
ใครบ้างไม่อยากสอบต่อ? แต่การสอบขุนนางเป็นเสมือนสะพานไม้แผ่นเดียว การสอบระดับมณฑลจัดขึ้นทุกสามปี สอบสักสามครั้งก็ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ค่ากระดาษ พู่กัน และค่าเดินทางล้วนแพง หากสอบไม่ผ่านอยู่ร่ำไป ครอบครัวก็ต้องคอยช่วยเหลือไม่รู้จบ
บางครั้งมองอะไรให้ปล่อยวางเสียบ้างก็เป็นเรื่องดี
เซี่ยชิงเฟิงคิดว่าการมาเรียนที่สำนักศึกษาประจำจังหวัดแห่งนี้ช่างเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แม้ความรู้ที่ผู้ช่วยอาจารย์บางคนสอนในชั้นเรียนจะซ้ำซากน่าเบื่อ เพียงอ่านความหมายของคัมภีร์ซ้ำอีกรอบ แต่ผู้ช่วยอาจารย์บางคนก็มีความคิดเป็นของตนเอง
อย่างไรเสียพวกเขาก็อายุมากกว่าเขาหลายปี ความเข้าใจในบทความของพวกเขาทำให้เซี่ยชิงเฟิงเปิดโลกใหม่ อีกทั้งยังแตกฉานในคำอธิบายคัมภีร์ขงจื๊อ พอเลิกเรียน เซี่ยชิงเฟิงก็อดตามตื๊อถามคำถามต่อไม่ได้
