เซี่ยชิงเฟิงชะงักไปหลายวินาที “เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย? เจ้าไปกินยาผิดมาหรือ?”
จู่ ๆ ก็โยนความผิดก้อนโตมาให้ข้าเสียอย่างนั้น
เซี่ยซื่อสีหน้าเหี้ยมเกรียม “หากไม่ใช่เพราะต้องคอยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเจ้า ข้าจะถึงขั้นขโมยเงินที่บ้านหรือ?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ตอนนี้ข้าคงยอมรับชะตากรรมไปแล้ว!”
“หากไม่ใช่เพราะเซี่ยชิงเฟิงอย่างเจ้า ข้าคงไม่เดินมาถึงจุดนี้!”
เซี่ยชิงเฟิงรู้สึกงุนงงอยู่บ้างจริง ๆ “ไม่ใช่ ข้าขอถามหน่อยเถอะ ข้าเคยพูดกับเจ้ากี่คำกัน? ทุกอย่างเป็นความผิดของข้า แล้วเจ้าไม่คิดทบทวนตัวเองบ้างหรือ? ข้าเอามีดจ่อคอเจ้าบังคับให้ขโมยเงินหรือไร?”
“เงินที่เจ้าขโมยมา ข้าได้เอาไปใช้สักแดงหรือ?”
“คำว่า ‘โยนความผิดให้ผู้อื่นเพื่อกลบเกลื่อนความผิดตนเอง ช่างน่ารังเกียจ’ เหมาะกับเจ้าเสียจริง!” กล่าวจบเซี่ยชิงเฟิงก็เดินลงจากเนินดินเล็ก ๆ ไม่คิดสนใจเซี่ยซื่อต่อ
เซี่ยซื่อถูกคำพูดเผ็ดร้อนเป็นชุดของเซี่ยชิงเฟิงเล่นเอามึนงง ยังไม่ทันตั้งสติ ก็เห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป “เซี่ยชิงเฟิง! เซี่ยกั๋วเอ๋อร์! เจ้าจะไปไหน? กลับมานี่! พูดให้รู้เรื่อง!”
“คำว่ารังเกียจหมายความว่าอย่างไร? เจ้าเคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับข้าหรือ? เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาว่าข้ารังเกียจ!”
“กลับมาเดี๋ยวนี้————”
“กลับมานี่เดี๋ยวนี้——”
เซี่ยชิงเฟิงคร้านจะชายตามองเขาด้วยซ้ำ ตอนนี้ยังนึกเสียใจที่ด่าอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ การไปเสียเวลากับคนเช่นนี้ช่างสิ้นเปลืองเวลาอันมีค่าของตนจริง ๆ
ที่บ้านไม่ให้เจ้าเรียนหนังสือ เจ้าไม่มีมือไม่มีเท้าหรือไร? โตขึ้นแล้วหาเงินเรียนเองไม่ได้หรือ? การโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้ผู้อื่นหาใช่สิ่งที่ควรทำไม่
