“ตังตังตัง——”
เสมียนที่ประตูถือฆ้องและกลอง ตีเสียงดังสามครั้ง เมื่อการสอบสนามสุดท้ายสิ้นสุดลง ผู้เข้าสอบทั้งหมดก็ออกจากสนามสอบ
เซี่ยชิงเฟิงบิดมือขยับข้อต่อเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จากนั้นจึงถือกระบุงใส่เครื่องเขียน เดินตามฝีเท้าของเสมียนออกไป เมื่อออกจากสนามสอบ บรรดาบัณฑิตต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
“นึกไม่ถึงเลยว่า หลักคัมภีร์ในการสอบสนามที่สี่จะง่ายถึงเพียงนี้!”
“นั่นสิ ปีนี้ดูท่าจะมีหวังแย่งชิงตำแหน่งบนบัญชีรายชื่อได้แล้ว ปีก่อนข้าตีความโจทย์ผิดไป ปีนี้โจทย์ข้อนี้คงมั่นใจได้ถึงสิบส่วน”
“เช่นนั้นขอแสดงความยินดีกับพี่ชายล่วงหน้า ที่มีชื่ออยู่บนบัญชีรายชื่อ!”
“ขอยืมคำมงคลของท่าน น้องชายเองก็ต้องมีชื่อบนบัญชีเช่นกัน!”
หลังสอบสนามที่สี่เสร็จ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ที่เดินออกมาล้วนยิ้มแย้ม ดูมั่นใจกันเต็มเปี่ยม ต่างเชื่อมั่นในฝีมือการเขียนของตนอย่างยิ่ง
“ชิงเฟิง สอบเป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านอาสุ่ยเซิงมารออยู่หน้าสนามสอบแต่เนิ่น ๆ พอเห็นเซี่ยชิงเฟิงออกมา ก็รีบช่วยถือกระบุงใส่เครื่องเขียนให้
“ก็พอใช้ได้” เซี่ยชิงเฟิงคิดว่านี่เป็นความจริง หลังสอบหลักคัมภีร์ครั้งนี้กลับไป เขาคงต้องฝึกฝีมือการเขียนให้ดี เขารู้สึกว่าฝีมือการเขียนของตนอยู่ในระดับที่สู้คนเก่งไม่ได้ แต่ก็เหนือกว่าคนที่ด้อยกว่า
ไม่รู้ว่าใต้เท้าเจ้าเมืองจะยอมรับแนวคิดที่แหวกขนบของเขาหรือไม่
ดูจากโจทย์หลักคัมภีร์แล้ว ใต้เท้าเจ้าเมืองหว่านน่าจะเป็นขุนนางที่ชื่นชอบการปฏิรูป การเขียนเช่นนั้นของเขาก็นับว่าเข้าทางอีกฝ่ายพอดี
“เช่นนั้นก็ดี ข้าได้ยินพ่อบ้านบอกว่า ครึ่งเดือนนี้พวกเราต้องพักอยู่ในจวนเจ้าเมือง ใต้เท้ากงกับคนอื่น ๆ ออกจากเมืองอิ่งเฟิงของพวกเราไปตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว เห็นเจ้ากำลังสอบอยู่ ข้าจึงไม่ได้บอก”
