เขาปรบมือสองครั้ง ก่อนที่มือปราบจะยกหีบไม้หนักอึ้งหลายใบออกมา โฉนดที่ดินสีเหลืองกรอบ เอกสารเปื้อนเลือด และคำร้องที่เต็มไปด้วยรอยนิ้วมือถูกซ้อนทับกันอยู่ภายใน ฝนหยุดตกแล้ว แผ่นกระดาษสะท้อนแสงเย็นเยียบใต้แสงตะวัน
เซี่ยชิงเฟิงหยิบกระดาษเซวียนจื่อยับย่นแผ่นหนึ่งขึ้นมา “บุตรชายสายตรงของตระกูลจาง ขี่ม้าพุ่งชนหญิงขายดอกไม้ตายกลางถนนเมื่อปีก่อน เหตุใดจึงยังไม่ถูกจับกุม เมื่อวานยังไปดื่มสุราที่หอคณิกาอยู่เลย!”
“ประมุขตระกูลจ้าว บ่อนพนันที่ท่านเปิดทางเหนือของเมือง ใช้สุราผสมยาสลบกรอกใส่ปากนักพนันจนเมามาย แล้วบีบบังคับให้พวกเขาลงนามในสัญญาขายตัว จากนั้นก็ขายภรรยาและบุตรสาวเข้าไปในหอนางโลม เรื่องนี้จะกล่าวว่าขุนนางผู้นี้กุขึ้นมาได้หรือ?”
“ความผิดทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนอยู่ในหีบใบนี้!”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงทุกขณะ ทุกครั้งที่เอ่ยหนึ่งประโยค สีหน้าของคนตระกูลใหญ่ทั้งหลายก็ซีดเผือดลงอีกส่วน
เจิ้งกวงจงลูบหนวดพลางหัวเราะเย็นชา “ช่างเป็นฝูงหนอนบ่อนไส้ที่ขูดรีดราษฎร!” เขาสะบัดแขนเสื้อเป็นสัญญาณให้ทหารควบคุมตัวพวกเขา “แยกนักโทษไปขังไว้ในคุกทั้งหกแห่ง คุมเข้มให้ดี พาตัวไป!”
ท่ามกลางเสียงโซ่ตรวนกระทบกัน คนตระกูลใหญ่ทั้งหลายถูกลากตัวออกไปทีละคน ยามจางเฟิงถูกกระชากข้ามธรณีประตู เสียงก่นด่าด้วยความสิ้นหวังก็ปะปนกับโคลนบนพื้น ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกที่ว่าการอันว่างเปล่า
เซี่ยชิงเฟิงทอดสายตามองเมฆดำที่ม้วนตัวอยู่สุดขอบฟ้า ก่อนก้มลงวางคำร้องในมือกลับเข้าไปในหีบ ปลายนิ้วลูบผ่านรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดที่พร่าเลือนบนคำร้อง ช่างน่าสงสารราษฎรเหล่านี้นัก
เจิ้งกวงจงเดินเข้ามาหาเซี่ยชิงเฟิงอย่างช้า ๆ สายตาลุ่มลึกจับจ้องแผ่นหลังของผู้ที่ถูกคุมตัวไป ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ใต้เท้าเซี่ย กลอุบายล่ออสรพิษออกจากถ้ำของท่าน ทำให้หนอนบ่อนไส้ที่ซ่อนตัวอย่างมิดชิดมาโดยตลอดพวกนี้เผยโฉมออกมาได้จริง ๆ”
