เมื่อเห็นแววตาห่วงใยของมารดากับท่านย่า เซี่ยชิงเฟิงก็ตบอกพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านย่า วางใจเถิด! สำนักศึกษาของเรามีวิชาฝึกยุทธ์ ข้าฝึกยืนม้าทุกวัน วันละหนึ่งชั่วยาม ร่างกายแข็งแรงดี!”
พูดไปพูดมา เขาก็ลุกขึ้นทำท่าจะรำมวยไท่จี๋ให้พวกนางดู
“พอแล้ว ๆ อย่ามัวเล่นพิเรนทร์ รีบกินข้าวเถิด” เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยชิงเฟิงแล้วดูไม่เหมือนคนป่วย จางซื่อจึงคลายใจที่เฝ้ากังวลลง
หลายปีมานี้ ชีวิตของตระกูลเซี่ยดีขึ้นทุกที ฝีมือทำอาหารของจางซื่อกับหลินเหนียงก็ยิ่งประณีตขึ้น ไม่ได้ประหยัดน้ำมันกับเกลือเหมือนเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว
อาหารบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมหวน เอ้อหยาคนช้อนน้ำแกงในชามไปพลางถามอย่างใคร่รู้ว่า “น้องกั๋วเอ๋อร์ ตอนสอบระดับสำนัก เจ้าได้พบขุนนางผู้ใหญ่ขั้นห้าจริงหรือ?”
ต้าหยาวางตะเกียบแล้วหันมามองเซี่ยชิงเฟิงอย่างอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
เซี่ยชิงเฟิงวางชามกับตะเกียบลง ก่อนยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่พบหรอก” เขาจิบแกงคำหนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “หากสอบติดสิบอันดับแรกจึงจะมีโอกาสพบใต้เท้าผู้ดูแลการศึกษา มิฉะนั้นตามปกติย่อมไม่ได้พบ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เอ้อหยาพยักหน้า “ว่าไปก็จริง หากทุกคนได้พบขุนนางผู้ใหญ่ คงไม่ปลอดภัยนัก”
“เช่นนั้นกั๋วเอ๋อร์เล่าให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่ ว่าน้ำตาลกรอบเสือแห่งเมืองชิงโจวทำอย่างไร?”
“ได้ ๆ ข้าพูดเรื่องเรียนเจ้าไม่ตั้งใจฟัง กลับคิดถึงแต่ของกิน!”
หลังอาหาร ต้าหยากับเอ้อหยาไม่อยากกลับ จึงเกาะติดเซี่ยชิงเฟิงให้เล่าเรื่องในสำนักศึกษาหานยาให้ฟัง จางซื่อเก็บถ้วยชามเสร็จแล้วเช็ดเหงื่อ พลางบ่นพึมพำว่าจะไปจุดธูปบูชาบรรพบุรุษที่ห้องโถงใหญ่
