ชั่วขณะที่องค์ชายหกเซียวหยุนซูเปิดม่านรถม้า กลิ่นเหม็นคละคลุ้งของเนื้อเน่า ยาต้ม และความอับชื้นก็พุ่งเข้าปะทะ เขาถึงกับขมวดคิ้ว ถนนในจวนอวี้โจวเงียบงันจนน่าหวาดหวั่น ทั้งที่ควรเป็นฤดูเก็บเกี่ยว ทว่าตามตรอกซอกซอยกลับมีเพียงผู้ป่วยที่เดินโซเซกับร้านยาที่ปิดร้าง
ป้ายไม้เอียงกะเท่เร่เห็นได้ทั่วไป อักษรบนป้าย “โรงเตี๊ยมเยว่ไหล” ถูกสายฝนชะล้างจนเลือนราง แกว่งไกวไปตามแรงลมพร้อมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
บนถนนมีศพนอนเกลื่อนกลาด ห่อไว้ลวก ๆ ด้วยเสื่อฟาง บางศพมีมือเท้าสีเขียวคล้ำโผล่พ้นขอบเสื่อ ท่ามกลางลมหนาวช่างน่าสยดสยองยิ่งนัก
“องค์ชาย ถึงที่ว่าการจวนอวี้โจวแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ติดตามเอ่ยเตือนเสียงเบา
เสี่ยวเอ้อร์หน้าประตูกำลังจะเข้าไปรายงาน ทว่าถูกป้ายคำสั่งของผู้ติดตามเซียวหยุนซูขวางไว้
เซียวหยุนซูก้าวขึ้นบันไดเข้าไปในที่ว่าการ เมื่อเข้าสู่โถงใหญ่ก็เห็นเจ้าเมืองอวี้โจวร่างอ้วนท้วมนั่งหดตัวอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ เสื้อคลุมแพรยับยู่ยี่ มวยผมเอียงกระเท่เร่
พอเห็นเซียวหยุนซูเข้ามา เขาก็รีบลุกขึ้น สีหน้าฉายแววหวาดผวาปนเหนื่อยล้า เพียงมองแวบเดียวก็จำได้ว่านี่คือองค์ชายหกผู้มาช่วยบรรเทาภัยพิบัติ เขาลอบสบถเสียงต่ำว่าเหตุใดไม่มีบ่าวออกมารายงาน!
“คารวะองค์ชายหก! ขอองค์ชายหกทรงพระเกษมสำราญพ่ะย่ะค่ะ!” หวังเฉิงเย่คุกเข่าลงทันทีพลางกล่าว
“ตามทิศทางของลำน้ำ จวนอวี้โจวตั้งอยู่ไกลลงไปทางปลายน้ำ เขื่อนมั่นคงแข็งแรง ควรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่สิ่งที่ข้าเห็นกลับมีศพเกลื่อนทั่วทุกแห่ง ผู้ป่วยเต็มเมือง! จงบอกมาว่าเหตุใดสภาพการณ์อันดีงามเช่นนี้จึงกลายเป็นนรกบนดินไปได้” เซียวหยุนซูจ้องเจ้าเมืองที่ตัวสั่นระริกด้วยแววตาคมกริบ
