หลังจากเซี่ยชิงเฟิงกลับจากท้องพระโรงฉินเจิ้ง เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสายตาใคร่รู้ของเพื่อนร่วมงานในสำนักฮั่นหลินจับจ้องมายังตน
ไม่สิ ไม่ได้มีแค่ความใคร่รู้ ยังมีความกระตือรือร้นแฝงอยู่อีกด้วย เพียงเขาอยากหาหนังสือสักเล่ม เพื่อนร่วมงานก็พากันขันอาสาช่วยหาอย่างเต็มอกเต็มใจ
สายตาที่แต่ก่อนเย็นชา ไม่แยแส หรือกระทั่งดูแคลนเขาอยู่บ้าง บัดนี้กลับหายไปจนสิ้น เซี่ยชิงเฟิงนึกขำอยู่ในใจ ทว่าภายนอกยังคงสงบนิ่ง กล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเหลืออย่างสุภาพ
ก็แค่ไปท้องพระโรงฉินเจิ้งมาครั้งเดียวเอง ไม่ถึงกับต้องทำเช่นนี้กระมัง
นี่แหละหนา น้ำใจและการวางตัวในสังคม!
มิน่าเล่าทุกคนจึงอยากไต่เต้าขึ้นไป
ทว่าเซี่ยชิงเฟิงไม่ได้เพลิดเพลินกับความกระตือรือร้นเช่นนี้นานนัก วันรุ่งขึ้น หลังเลิกประชุมขุนนางยามเช้า หลัวลี่เหรินผู้เป็นขุนนางอ่านฎีกาก็แจ้งข่าวแก่เขา
เขาถูกฮ่องเต้ย้ายไปกรมคลัง
ตำแหน่งหลางจงแห่งสำนักชิงลี่ในกรมคลัง ขั้นหกชั้นเอก
หลัวลี่เหรินมองเซี่ยชิงเฟิงด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ถอนหายใจยาว ก่อนก้มหน้ากล่าวว่า “ชิงเฟิง ข้าทำให้เจ้าลำบากแล้ว หากเมื่อวานข้าไม่เอ่ยถึงเจ้า วันนี้ฮ่องเต้คงไม่นึกถึงเจ้า แล้วโยกย้ายเจ้าไปสำนักชิงลี่”
แม้ในใจเซี่ยชิงเฟิงจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขาก็เอ่ยถามก่อนว่า “ใต้เท้าหลัว ข้าได้เลื่อนตำแหน่งแท้ ๆ ไฉนดูราวกับประสบเคราะห์ร้ายเล่า? แม้สำนักชิงลี่จะมีงานจุกจิกมากมาย อย่างไรก็เป็นตำแหน่งขุนนางขั้นหกชั้นเอก สำหรับข้าแล้ว น่าจะเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ”
ยามนี้เขายังเป็นเพียงผู้เรียบเรียงขั้นหกชั้นรองเท่านั้น
“เฮ้อ” หลัวลี่เหรินยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “ชิงเฟิง เจ้ายังไม่รู้ วันนี้ก่อนประชุมขุนนางยามเช้ามีข่าวด่วนจากแนวหน้า แคว้นจินเหมิงรุกรานชายแดน พวกเรากำลังจะทำศึกกันแล้ว”
