จางคนขายเนื้อเพิ่งพูดจบ เสียงหัวเราะครืนก็ดังมาจากด้านล่าง
บัณฑิตเฒ่าผู้สวมเสื้อคลุมผ้าสีเขียวมีหนวดเคราขาวโพลนสั่นไหวตามรอยยิ้มเล็กน้อย “ใต้เท้าหมายถึงมั่นคงดุจป้อมปราการ มิใช่น้ำแกงข้น ความหมายก็คือเมืองหลินผิงของพวกเราแข็งแกร่งประหนึ่งกำแพงเมืองกับทองแดงเหล็ก ยากจะพังทลาย ไม่หวั่นเกรงอุทกภัย!”
เมื่อเห็นเหล่าบัณฑิตในชุดเสื้อคลุมต่างพากันหัวเราะมองมา จางคนขายเนื้อก็หน้าแดงก่ำ เอ่ยว่า “ข้า...ข้าไม่รู้หนังสือสักกี่ตัว จะไปรู้ธรรมเนียมพิถีพิถันมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร”
เซี่ยชิงเฟิงกำประกาศที่ยังแจกไม่หมดไว้ในแขนเสื้อ เมื่อได้ยินคำพูดของจางคนขายเนื้อก็อดกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เสียงหัวเราะหลุดจากลำคอ “แม้พี่จางจะพูดคำว่าป้อมทองเป็นน้ำแกงข้น” เขายกมือขึ้นตบต้นแขนอันกำยำของคนขายเนื้อ “แต่คำหยาบคายมีเหตุผลอยู่ในนั้น เมืองหลินผิงของเราต้องเป็นดั่งน้ำแกงร้อนในหม้อ ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันเคี่ยวให้เดือด จึงจะอบอุ่นร่างกายและต้านภัยธรรมชาติได้”
“ดี!” ชาวบ้านด้านล่างได้ฟังเซี่ยชิงเฟิงกล่าวจบ ก็ขานรับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
มีเพียงจางคนขายเนื้อที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขามิได้เหม่อลอยเพราะถูกหัวเราะเยาะเมื่อครู่ แต่ในหัวมีแต่ความคิดว่า ใต้เท้าเซี่ยเรียกเขาว่าพี่จางด้วย!
ไม่สิ ใต้เท้าเซี่ยรู้ได้อย่างไรว่าเขาแซ่จาง?!
ใต้เท้าเซี่ยรู้จักเขาด้วยหรือ?!
จางคนขายเนื้อไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์จะจดจำคนตัวเล็ก ๆ อย่างเขาได้
เสียงพูดคุยของผู้คนรอบข้างพลันเลือนหายไป เขาได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับตีกลอง ปลายจมูกพลันแสบขึ้นมา ขอบตาก็ร้อนผ่าวตามไปด้วย
ใต้เท้าเซี่ยช่างดีเหลือเกิน!
ไม่เพียงจดจำเขาได้ ยังช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้เขาอีก!
เซี่ยชิงเฟิงกวาดตามองใบหน้าที่เปี่ยมความฮึกเหิมและโล่งใจทีละใบ ก่อนจะหยุดลงที่จางคนขายเนื้อผู้ยืนนิ่งอยู่กับที่ มุมปากอดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนไม่ได้
