ในสำนักศึกษาทหารบกหลู่ซือมีทั้งค่ายกลของทหารราบและการจัดกำลังทหารม้าแห่งราชวงศ์เซิ่งหยวน กระทั่งตำราฝึกทหารอีกหลากหลาย หากแคว้นจินเหมิงได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไป ก็ไม่ต่างจากสอนเสือปีนต้นไม้ วันหน้าพวกเขาหันหัวม้าโจมตีลงใต้ ทหารราชวงศ์เซิ่งหยวนมิเท่ากับต้องเผชิญหน้าศัตรูที่เรียนรู้ยุทธวิธีของตนเองหรอกหรือ?
“ท่านทูตคงดื่มมากไปแล้ว” เสาหงอวี้วางถ้วยชาลง น้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “สำนักศึกษาทหารบกหลู่ซือเป็นสถานที่ฝึกฝนแม่ทัพของราชวงศ์เรา ไม่เคยรับทหารต่างแคว้น แม้แคว้นจินเหมิงกับราชวงศ์เราจะเจรจาสงบศึกกันแล้ว แต่กฎเกณฑ์ย่อมละเมิดมิได้”
ทว่านูเอ่อร์ฮาเหลียนหลี่ราวกับไม่ได้ยิน กลับก้าวไปข้างหน้าสองก้าว สร้อยเขี้ยวหมาป่าที่เอวแทบจะกวาดโดนโต๊ะของเซียวหยุนซู “ฝ่าบาท! ชาวทุ่งหญ้าเคารพผู้แข็งแกร่งที่สุด! การรบบนบกของราชวงศ์เซิ่งหยวนเก่งกาจ พวกเราจึงอยากเรียนรู้! หากฝ่าบาทไม่ทรงอนุญาต หรือเห็นว่าแคว้นจินเหมิงไม่คู่ควรจะเรียน? หรือกลัวว่าหลังจากพวกเราเรียนแล้ว...” เขาจงใจลากเสียงยาว แววตาฉายแววยั่วยุ “จะเก่งกาจกว่าทหารของราชวงศ์เซิ่งหยวน?”
แววไม่พอใจวูบผ่านดวงตาเซียวหยุนซู เขารู้ดีว่านูเอ่อร์ฮาเหลียนหลี่จงใจขัดขวางไม่ให้แคว้นเหอฉีทำสำเร็จ หากคำขอของแคว้นจินเหมิงถูกปฏิเสธ คำขอจัดตั้งสำนักศึกษาทหารเรือของแคว้นเหอฉีย่อมยากจะเป็นจริงเช่นกัน
“บังอาจ!” ผู้บัญชาการองครักษ์หลวงกดมือบนกระบี่แล้วก้าวออกมา เสียงเกราะโลหะกระทบกันดังเสียดหูเป็นพิเศษภายในท้องพระโรง “เป็นเพียงทูตต่างแคว้นแท้ ๆ ยังกล้ามากำเริบเสิบสานในท้องพระโรงของราชวงศ์เซิ่งหยวน!”
